Facebook และ Instagram เตรียมเข้าสู่ตลาด NFTs

Facebook และ Instagram เตรียมเข้าสู่ตลาด NFTs

ปัจจุบันนี้การสร้างผลงานศิลปะได้มีการเปลี่ยนแปลงแบบไป จากการนำผลงานศิลปะไปวางขายตามตลาดนัดก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นการวางขายในโลกของอินเทอร์เน็ตแทน ซึ่งปัจจุบันนี้นอกจากจะวางขายเป็นชิ้นแบบจับต้องได้แล้วยังมีการวางขายผลงานในรูปแบบผลงานดิจิตอลอีกด้วย โดยเป็นผลงานในรูปแบบ NFTs ซึ่งเป็นผลงานที่มีชิ้นเดียวบนโลกและสามารถซื้อขายได้เพื่อเปลี่ยนผู้ถือครอง โดยปัจจุบันนี้การสร้างสรรค์ผลงาน NFTs ถือว่าได้รับความนิยมมากเลยทีเดียวในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบสร้างผลงานศิลปะ นอกจากเป็นเทคโนโลยีใหม่แล้วยังสามารถสร้างรายได้ที่มหาศาลให้กับผู้ที่ประสบความสำเร็จในด้านนี้ด้วย

ภาพจาก Pixabay

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้การเข้าถึงผลงานNFTs เป็นเรื่องที่ยากสำหรับคนที่ไม่เก่งในด้านเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก ซึ่งก็อาจจะทำให้บางคนไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าวได้นั่นเอง และด้วยผลงาน NFTs ที่ทำ ที่กำลัง ที่กำลังเป็นกระแส ที่กำลังเป็นกระแสในปัจจุบันทำให้หลายบริษัทเริ่มหันมาศึกษาและทำให้การเข้าถึงจะเลือกที่ง่ายมากขึ้นตัวอย่างเช่น Coinbase ที่มีการจับมือกับ Master Card ในการซื้อผลงานเป็นต้น และในอนาคตก็คงง่ายขึ้นไปอีกเพราะสื่อออนไลน์ชื่อดังอย่าง Facebook และ Instagram กำลังจะพัฒนาให้ผู้ใช้งานสามารถที่จะสร้างสรรค์ผลงาน NFTs นำเสนอผลงานรวมไปถึงซื้อขายผลงานได้

ภาพจาก Pixabay

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามแผนในการสร้างตลาด NFTs ยังอยู่ในช่วงต้นของการดำเนินการและอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ และก็ไม่มีใครรู้ว่าแผนการดังกล่าวนี้จะมีความเป็นไปได้จริงมากน้อยเพียงใด โดยตอนนี้ทางทีมผู้พัฒนากำลังจะพัฒนาฟีเจอร์เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถตั้งโปรไฟล์เป็นผลงาน NFTs กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มต้นแบบที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างสรรค์ผลงาน NFTs ขึ้นมา และจะมีการสร้างตลาดซื้อขายให้กับผู้ใช้งานด้วยเช่นเดียวกัน

ตั้งแต่บริษัท Facebook เปลี่ยนชื่อเป็น Meta เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี Metaverse ก็มีความเป็นไปได้ที่จะนำเทคโนโลยีดิจิตอลไม่ว่าจะเป็นผลงานหรือเงินดิจิตอลเข้าไปใส่ในเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงนี้ แต่งานหนักสำหรับ Meta ก็คือการทำให้เทคโนโลยีดังกล่าวนั้นเข้าถึงได้ในทุกแง่มุม เพราะถ้าหากเทคโนโลยีเข้าถึงได้ยากแล้วการดึงดูดผู้คนที่มีความเข้าใจไม่มากเกี่ยวกับเทคโนโลยีนั้นก็จะเป็นเรื่องที่ยากมากเลยทีเดียวจะไม่สามารถดึงดูดคนให้เข้ามาใช้งานได้อย่างเต็มที่นั่นเอง ซึ่งทาง CEO ของ Instagram ก็ได้บอกไปในทิศทางเดียวกันด้วยว่า “บริษัทกำลังค้นคว้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีNFTs และการทำให้พวกมันสามารถเข้าถึงกลุ่มคนในวงกว้างได้”

ภาพจาก Pixabay

ซึ่งก็ต้องมาดูว่าสุดท้ายแล้วแผนการในการพัฒนาตลาดของผลงานศิลปะ NFTs ของทางบริษัท Meta จะมีทิศทางไปในทิศทางใด จะมีหน้าตาแบบไหน แล้วก็สามารถประสบความสำเร็จตามแผนได้หรือไม่ก็คงต้องมาติดตามกันในอนาคต

ข้อมูลจาก The Verge

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Instagram ทดสอบฟีเจอร์ Subscriptions

Instagram ทดสอบฟีเจอร์ Subscriptions

ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์เป็นอาชีพที่คนรุ่นใหม่ชื่นชอบและอยากจะทำกันเป็นอย่างมากเลยทีเดียวหลายคนมีเพจของตัวเอง หลายคนมีช่องบน Youtube เพื่อใช้ในการถ่ายทอดเนื้อหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของคลิปวิดีโอ รูปภาพ บทความ และอื่น ๆ หลาย ๆ คนประสบความสำเร็จจนมีรายได้ที่พอเลี้ยงตัวเองได้ ด้วยเทรนด์นี้ที่กำลังมาแรงทำให้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เริ่มเพิ่มช่องทางในการสนับสนุนให้กับ

กลุ่มคนที่ประกอบอาชีพนี้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นให้เงินสนับสนุนถ้าหากทำตามเกณฑ์ที่แพลตฟอร์มวางไว้ หรือเพิ่มช่องทางให้ผู้ติดตามสามารถสนับสนุนได้ ตัวอย่างเช่น Tip Jar ของ Twitter หรือ หรือการส่งดาวใน Facebook Live ก็ถือว่าเป็นการสร้างรายได้ให้กับกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพนี้ด้วย หรือแม้กระทั่งใน OnlyFans ที่ผู้ที่ต้องการจะเข้าไปติดตามเนื้อหาต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องจ่ายเงินสนับสนุนผู้สร้างเนื้อหานั้น ซึ่ง Instagram ก็เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่กำลังพัฒนาระบบสนับสนุนให้กับเหล่าครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์

Instagram ทดสอบฟีเจอร์ Subscriptions

ภาพจาก Cnet

Instagram กำลังอยู่ในช่วงการพัฒนาฟีเจอร์ที่มีชื่อว่า Subscriptions ซึ่งผู้ที่เป็นครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์สามารถที่จะรับเงินสนับสนุนจากแฟนคลับได้โดยแฟนคลับที่จ่ายเงินให้กลุ่มคนที่เป็นครีเอเตอร์ก็จะได้เข้าถึงเนื้อหาสุดพิเศษของครีเอเตอร์ที่ใช้งาน Instagram ได้นั่นเอง จะเป็นการถ่ายทอดสดสุด Exclusive การลงสตอรี่สุดพิเศษ การทำโพล หรือคลิปเบื้องหลัง และเนื้อหาอื่น ๆ

ซึ่งฟีเจอร์นี้จะทำให้ครีเอเตอร์และกลุ่มคนที่เป็นแฟนคลับสามารถใกล้ชิดกันได้มากขึ้นนั่นเองโดยผู้ติดตามสามารถเลือกจ่ายเงินสนับสนุนครีเอเตอร์ได้ตั้งแต่ราคา 99 เซน จนถึง 99 ดอลลาร์ ในปัจจุบันนี้ได้มีการเปิดทดลองใช้ในประเทศอเมริกา โดยมีการทดลองใช้กับครีเอเตอร์จำนวน 10 คนด้วยกัน ซึ่งเป็นการทดลองเพื่อรับ feedback หรือคำแนะนำจากผู้ใช้งานว่าสามารถใช้งานได้ดีมากน้อยเพียงใดต้องปรับปรุงในจุดไหนบ้างก่อนที่จะมีการเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการนั้นเอง บริษัท Meta ก็ได้มีการประกาศออกมาด้วยว่าสำหรับผู้ที่มีการซื้อ Subscriptions จะไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมจนถึงปี 2023 เลยทีเดียว

Instagram ทดสอบฟีเจอร์ Subscriptions

ภาพจาก Pixabay

นับว่าเป็นข่าวดีอีกหนึ่งข่าวเลยก็ว่าได้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการสร้างคอนเทนต์ การมีช่องทางเพิ่มมากขึ้นก็หมายถึงการเพิ่มโอกาสให้มีมากขึ้นนั่นเอง และในทุก platform ก็จะมีการนำเสนอเนื้อหาที่แตกต่างกันออกไปบางคนอาจจะถนัดเขียนเป็นบทความก็อาจจะใช้ Facebook บางคนชอบทำคลิปเป็นคลิปยาว ๆ ก็อาจจะใช้ YouTube หรือถ้าบางคนชอบนี้หาสั้นๆ กระชับได้ใจความอาจจะเป็นคลิปหรือเป็นข้อความสั้น ๆ ก็อาจจะใช้งาน Twitter หรือ Instagram (ในอนาคต) ในการสร้างสรรค์เนื้อหาต่าง ๆ เพื่อให้มีคนเข้ามาติดตาม ซึ่งถ้าประสบความสำเร็จก็อาจจะเป็นครั้งแรกได้หลักและรายได้เสริมให้กับผู้ทำได้เลย แต่ไม่ว่าอย่างไรการแข่งขันก็สูงมากด้วยเช่นเดียวกันต้องใช้ความพยายามและอุตสาหะเป็นอย่างมากในการที่จะประสบความสำเร็จในสายงานดังกล่าวนี้

Instagram ทดสอบฟีเจอร์

ภาพจาก Pixabay

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ ทันโลกit  

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

ข้อมูลจาก Cnet

Facebook ลบข่าวปลอมในประเทศยูเครน

Facebook ลบข่าวปลอมในประเทศยูเครน

เมื่อวันพุธที่ผ่านมาหรือตามในเวลาประเทศไทยก็คือช่วงวันพฤหัสทางบริษัท Meta บริษัทแม่ของ Facebook ได้มีการลบคลิปวิดีโอคลิปหนึ่งของประธานาธิบดีประเทศยูเครน Volodymyr Zelenskyy หลังจากที่ได้รู้ว่าคลิปวิดีโอนั้นเป็นคลิปวิดีโอที่ถูกทำขึ้นและเป็นข่าวปลอมโดยภายในกี่วิดีโอมีการพูดถึงเกี่ยวกับชาวยูเครนที่จะวางอาวุธและยอมให้กับทางประเทศรัสเซีย

คลิปวิดีโอที่เป็นคลิปวิดีโอปลอมนั้นได้ถูกเผยแพร่ผ่าน เว็บไซต์ข่าวของประเทศยูเครนหลังจากที่เว็บไซต์ถูกแฮ็ค จากการรายงานจากสำนักข่าว Sky News ในคลิปวิดีโอได้ปรากฏให้เห็นประธานาธิบดีของยูเครนออกมาพูดหลังโพเดียมโดยเป็นการประกาศว่าทางประเทศยูเครนได้มีการตัดสินใจคือรัฐดอนบาสให้กับประเทศรัสเซีย ซึ่งสิ่งที่สังเกตได้ในคลิปวิดีโอดังกล่าวนั้นก็คือรูปร่างหน้าตาของ Volodymyr Zelenskyy มีขนาดที่ใหญ่เกินไปและดูไม่เข้ากับตัวและเสียงก็ไม่ได้ตรงกับเสียงตัวจริงด้วย

Facebook ลบข่าวปลอมในประเทศยูเครน

หลังจากที่ทาง Facebook ได้รู้ว่าได้มีคลิปวิดีโอดังกล่าวถูกเผยแพร่กันอย่างแพร่หลายใน แพลตฟอร์มของตัวเองนั้นทางบริษัทก็ได้มีการลบวิดีโอดังกล่าวออกจากแพลตฟอร์ม

ซึ่งก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลของประเทศยูเครนก็ได้มีการประกาศเตือนทหารและเหล่าประชาชนเมื่อเขาได้พบเจอคลิปวิดีโอของประธานาธิบดีบนโลกออนไลน์และถ้าหากว่าทางท่านประธานาธิบดีได้มีการประกาศยอมแพ้ต่อประเทศรัสเซียที่ได้บุกรุกเข้ามาในคราวนี้ให้ตีความไว้ก่อนว่าเป็นข่าวลือที่ทางผู้ไม่หวังดีสร้างขึ้นเพื่อต้องการให้ชาวยูเครนยอมจำนนต่อการรุกรานในคราวนี้

Facebook ลบข่าวปลอมในประเทศยูเครน

นอกจากนี้ Volodymyr Zelenskyy ก็ได้มีการโพสต์คลิปวิดีโอบน Instagram ส่วนตัวด้วยโดยเขาได้มีการปฏิเสธเกี่ยวกับคลิปวิดีโอปลอมดังกล่าวและได้มีการพูดถึงเกี่ยวกับคำแนะนำเดียวที่เขาได้พูดนั่นก็คือการขอให้ทหารที่อยู่ทางฝั่งประเทศรัสเซียวางอาวุธและกลับบ้านและเขาก็ยังบอกอีกด้วยว่าพวกเราอยู่ที่บ้านและจะคอยปกป้องประเทศยูเครน

Facebook ลบข่าวปลอมในประเทศยูเครน

จากสงครามที่เริ่มต้นด้วยการใช้อาวุธเริ่มกลับกลายเป็นสงครามที่ใช้โลกอินเทอร์เน็ตในการโจมตีกันมากขึ้นและยิ่งในปัจจุบันถ้าหากว่าไม่ได้มีการตรวจสอบให้ดีเสียก่อนแล้วก็อาจจะเป็นไปได้ว่าข่าวปลอมที่ถูกเผยแพร่ออกมานั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้างได้เลยทีเดียวแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามทางสื่อสังคมออนไลน์แพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็พยายามที่จะกำจัดข่าวปลอมให้ได้มากที่สุดเพราะเคยเกิดเหตุการณ์การแพร่กระจายของข่าวปลอมมาแล้วหลายต่อหลายครั้งแล้วมันส่งผลกระทบมากมายเลยทีเดียว

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ ทันโลกit  

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

ข้อมูลจาก The verge

กระทบ influencer ประเทศรัสเซียประกาศแบน Instagram

รัสเซียประกาศแบน Instagram

หลังจากที่สงครามระหว่างประเทศรัสเซียและประเทศยูเครนได้เริ่มต้นขึ้น หลาย ๆ ประเทศได้ออกมาคว่ำบาตรด้วยวิธีต่าง ๆ มากมายเพื่อให้ประเทศรัสเซีย ยุติการรุกรานประเทศยูเครนโดยเร็วมากที่สุดแต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้สงครามก็ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและได้ผ่านมาเป็นเวลากว่าสามสัปดาห์แล้ว ซึ่งการคว่ำบาตรได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนในประเทศรัสเซียเป็นวงกว้างในหลายด้านด้วยกัน นอกจากประเทศต่าง ๆ จะมีการตัดขาดจากประเทศรัสเซียแล้ว ประเทศรัสเซียเองก็มีการตัดขาดในประเทศตัวเองด้วย

รัสเซียประกาศแบน Instagram

เช่นเดียวกันโดยล่าสุดดูเหมือนว่าในประเทศรัสเซียจะมีการแบนสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Instagram หลังจากที่ทาง Meta. บริษัทแม่ของทาง Facebook และ Instagram ได้มีการอนุญาตให้ผู้ใช้งานในบางประเทศสามารถออกมาแสดง ความคิดเห็นเชิงต่อต้านต่อทหารรัสเซียที่ได้มีการบุกรุกประเทศยูเครนโดยการตัดขาดจากสื่อสังคมออนไลน์ในคราวนี้ประเทศรัสเซีย

มีจุดประสงค์เพื่อควบคุมการไหลของข้อมูลเกี่ยวกับสงครามที่ถูกระงับบนแพลตฟอร์ม Facebook และ Twitter เป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งทาง CEO ของ Instagram ก็ได้ออกมาพูดถึงเกี่ยวกับการระงับการใช้งาน Instagram ในประเทศรัสเซียในคราวนี้ด้วยว่า “การตัดสินใจระงับการใช้งานInstagram ในประเทศรัสเซียนั้นเป็นการตัดการเชื่อมต่อคนกว่า 80 % คนในรัสเซียจากบุคคลอื่น ๆ และจากโลกภายนอกซึ่งมันเป็นสิ่งผิด”

รัสเซียประกาศแบน Instagram

ซึ่งการประกาศระงับการใช้งานและคราวนี้ก็เลยส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ที่ทำงานเป็น influencer ชาวรัสเซียจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวโดยมีบางส่วนได้ออกมาโพสต์ข้อความอำลาผู้ติดตามของเขาบน Instagram และแนะนำให้ผู้ติดตามทุกคนไปติดตามพวกเขาบนแพลตฟอร์มอื่น ๆ หรือไม่ก็ใช้การดาวน์โหลด VPN เพื่อเข้ามาติดตาม ซึ่งผลกระทบที่หนักกว่า

นั้นก็คือกลุ่มคนที่ทำอาชีพดังกล่าวจะไม่สามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้ Karina Nigay เป็นหนึ่งคนที่ทำอาชีพดังกล่าวเขาได้ออกมาพูดและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการระงับการใช้งานในคราวนี้ด้วยว่า “ ลองจินตนาการดูว่าคุณถูกไล่ออกจากงานแล้วคุณจะไม่ได้รับรายได้อีกต่อไปแต่คุณยังต้องมีภาระที่จะต้องหาเลี้ยงครอบครัวทีมงานรวมไปถึงเพื่อนร่วมงานและการถูกไล่ออกอย่างกะทันหันทำให้พวกเขาไม่มีรายได้ไปจ่ายทีมงานของพวกเขา”

รัสเซียประกาศแบน Instagram

นอกจาก influencer ชาวรัสเซียจะออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการระงับการใช้งาน Instagram ภายในประเทศแล้วผู้คนอื่น ๆ ที่เป็นคนรัสเซียและเป็นคนที่เป็นคนรวยก็ได้มีการออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสงครามนี้ด้วยเช่นเดียวกันโดยเป็นความคิดเห็นในเชิงขัดแย้งกับการทำสงคราม

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ ทันโลกit  

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

ข้อมูลจาก The verge

ฟีเจอร์ใหม่ Facebook, Instagram

Facebook

ฟีเจอร์ใหม่ Facebook, Instagram สร้าง Avatar เป็นของตัวเอง

หลังจากที่ Facebook ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท Meta ก็ได้เริ่มมีการขยับเขยื้อนในเรื่องของเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงมากขึ้นโดยเริ่มจากเทคโนโลยี VR และ AR และล่าสุดก็ได้มีการนำเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงหรือ Metaverse เข้ามาสู่แอปพลิเคชันอย่าง, Facebook, Instagram และ Messenger

ซึ่งเทคโนโลยี Metaverse ที่นำมาใช้แอปพลิเคชันสื่อสังคมออนไลน์ของ Meta เปิดให้ผู้ใช้งานได้สร้าง Avatar เป็นของตัวเอง โดยฟีเจอร์ดังกล่าวได้ถูกเพิ่มใน Oculus Quest 2 เมื่อปีที่ผ่านมา แต่ว่าสิ่งที่ถูกนำมาใช้ในแอปพลิเคชันสื่อสังคมออนไลน์ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram และ Messenger นอกจากจะให้ผู้ใช้งานสร้าง Avatar เพื่อมาเป็นโปรไฟล์ ยังสามารถนำไปใช้เป็นสติ๊กเกอร์ได้อีกด้วย ซึ่งฟีเจอร์การสร้าง Avatar ก็มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันกับ Memoji ของ Apple ที่สามารถใช้ในการส่งข้อความผ่านแอปต่าง ๆ ได้

การประกาศอัปเดตฟีเจอร์การสร้าง Avatar เป็นการประกาศพร้อมกับการอัปเดตธีม Super Bowl การแข่งขันชิงแชมป์อเมริกันฟุตบอล NFL ของประเทศอเมริกานั้นเอง ซึ่งจะมีเสื้อ T shirt ของทีม Bengals หรือ Rams ที่แจกฟรีให้ตัวละครเสมือนจริงสามารถเลือกไปใส่ได้ แต่ว่าเสื้อ T shirt ดังกล่าวนี้จะสามารถใส่ได้จนถึงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์เพียงเท่านั้น 

การสร้างตัวละครเสมือนจริงจะเริ่มมีการทดลองใช้ในประเทศแถบอเมริกาเหนือไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศแคนาดา และ ประเทศเม็กซิโก หลังจากนั้นก็จะขยายพื้นที่การใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น 

ซึ่งการสร้างตัวละครโลกเสมือนจริงนี้ได้ถูกนำมาเป็นฟีเจอร์ใน Facebook ก่อนหน้านี้แล้วแต่การทําอนิเมชั่นในรูปแบบภาพ 3 มิติถือว่าเป็นเรื่องใหม่และฟีเจอร์ดังกล่าวก็จะมีการอัปเดตลงบน Instagram เป็นครั้งแรก ซึ่งการสร้างตัวละครแบบนี้ สามารถสร้างได้เพียงแค่ 1 ตัวต่อ 1 แอป เพียงเท่านั้น ซึ่งนั่นหมายความว่าเราอาจจะมีตัวละครใน Facebook เป็นตัวนึง ใน Instagram เป็นอีกตัวหนึ่งและใน Messenger เป็นอีกตัวหนึ่ง แต่ว่าสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการสร้างตัวละครเยอะก็สามารถเชื่อมต่อตัวละครจากแอปหนึ่งไปสู่แอปหนึ่งได้เลย

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งการอัปเดตของบริษัท Meta ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง Metaverse ในอนาคตอาจจะมีการสร้างไอเทมต่าง ๆ ในรูปแบบดิจิตอลให้ผู้ใช้งาน Avatar ได้ซื้อเพื่อมาสวมใส่ให้กับตัวละครที่ตัวเองได้สร้างขึ้น หรือว่าขายอุปกรณ์สวมใส่ที่ไม่ต้องการออกไป ซึ่งถึงแม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยมาแต่ว่าในความคิดของผู้เขียนอาจเป็นไปได้ว่าอุปกรณ์สวมใส่ของ Avatar ที่จะมีการซื้อขายกันนั้นอาจจะเป็น NFTs เพราะ Facebook และ Instagram กำลังจะพัฒนาตลาด NFTs ของตัวเอง

ภาพจาก Pixabay

ข้อมูลจาก Cnet

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ ทันโลกit  

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Instagram ทดสอบฟีเจอร์ Subscriptions

Instagram

Instagram กำลังอยู่ในช่วงการพัฒนาฟีเจอร์ที่มีชื่อว่า Subscriptions

ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์เป็นอาชีพที่คนรุ่นใหม่ชื่นชอบและอยากจะทำกันเป็นอย่างมากเลยทีเดียวหลายคนมีเพจของตัวเอง หลายคนมีช่องบน Youtube เพื่อใช้ในการถ่ายทอดเนื้อหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของคลิปวิดีโอ รูปภาพ บทความ และอื่น ๆ หลาย ๆ คนประสบความสำเร็จจนมีรายได้ที่พอเลี้ยงตัวเองได้ ด้วยเทรนด์นี้ที่กำลังมาแรงทำให้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เริ่มเพิ่มช่องทางในการสนับสนุนให้กับกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพนี้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นให้เงินสนับสนุนถ้าหากทำตามเกณฑ์ที่แพลตฟอร์มวางไว้ หรือเพิ่มช่องทางให้ผู้ติดตามสามารถสนับสนุนได้ ตัวอย่างเช่น Tip Jar ของ Twitter หรือ หรือการส่งดาวใน Facebook Live ก็ถือว่าเป็นการสร้างรายได้ให้กับกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพนี้ด้วย หรือแม้กระทั่งใน OnlyFans ที่ผู้ที่ต้องการจะเข้าไปติดตามเนื้อหาต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องจ่ายเงินสนับสนุนผู้สร้างเนื้อหานั้น ซึ่ง Instagram ก็เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่กำลังพัฒนาระบบสนับสนุนให้กับเหล่าครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์

Instagram กำลังอยู่ในช่วงการพัฒนาฟีเจอร์ที่มีชื่อว่า Subscriptions ซึ่งผู้ที่เป็นครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์สามารถที่จะรับเงินสนับสนุนจากแฟนคลับได้โดยแฟนคลับที่จ่ายเงินให้กลุ่มคนที่เป็นครีเอเตอร์ก็จะได้เข้าถึงเนื้อหาสุดพิเศษของครีเอเตอร์ที่ใช้งาน Instagram ได้นั่นเอง จะเป็นการถ่ายทอดสดสุด Exclusive การลงสตอรี่สุดพิเศษ การทำโพล หรือคลิปเบื้องหลัง และเนื้อหาอื่น ๆ ซึ่งฟีเจอร์นี้จะทำให้ครีเอเตอร์และกลุ่มคนที่เป็นแฟนคลับสามารถใกล้ชิดกันได้มากขึ้นนั่นเองโดยผู้ติดตามสามารถเลือกจ่ายเงินสนับสนุนครีเอเตอร์ได้ตั้งแต่ราคา 99 เซน จนถึง 99 ดอลลาร์ ในปัจจุบันนี้ได้มีการเปิดทดลองใช้ในประเทศอเมริกา โดยมีการทดลองใช้กับครีเอเตอร์จำนวน 10 คนด้วยกัน ซึ่งเป็นการทดลองเพื่อรับ feedback หรือคำแนะนำจากผู้ใช้งานว่าสามารถใช้งานได้ดีมากน้อยเพียงใดต้องปรับปรุงในจุดไหนบ้างก่อนที่จะมีการเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการนั้นเอง บริษัท Meta ก็ได้มีการประกาศออกมาด้วยว่าสำหรับผู้ที่มีการซื้อ Subscriptions จะไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมจนถึงปี 2023 เลยทีเดียว

นับว่าเป็นข่าวดีอีกหนึ่งข่าวเลยก็ว่าได้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการสร้างคอนเทนต์ การมีช่องทางเพิ่มมากขึ้นก็หมายถึงการเพิ่มโอกาสให้มีมากขึ้นนั่นเอง และในทุก platform ก็จะมีการนำเสนอเนื้อหาที่แตกต่างกันออกไปบางคนอาจจะถนัดเขียนเป็นบทความก็อาจจะใช้ Facebook บางคนชอบทำคลิปเป็นคลิปยาว ๆ ก็อาจจะใช้ YouTube หรือถ้าบางคนชอบนี้หาสั้นๆ กระชับได้ใจความอาจจะเป็นคลิปหรือเป็นข้อความสั้น ๆ ก็อาจจะใช้งาน Twitter หรือ Instagram (ในอนาคต) ในการสร้างสรรค์เนื้อหาต่าง ๆ เพื่อให้มีคนเข้ามาติดตาม ซึ่งถ้าประสบความสำเร็จก็อาจจะเป็นครั้งแรกได้หลักและรายได้เสริมให้กับผู้ทำได้เลย แต่ไม่ว่าอย่างไรการแข่งขันก็สูงมากด้วยเช่นเดียวกันต้องใช้ความพยายามและอุตสาหะเป็นอย่างมากในการที่จะประสบความสำเร็จในสายงานดังกล่าวนี้

ภาพจาก Pixabay

ข้อมูลจาก Cnet

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ ทันโลกit  

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Instagram ปล่อยเครื่องมือใหม่สำหรับผู้ปกครองและวัยรุ่น

Instagram

Instagram หนึ่งในแอปพลิเคชันสื่อสังคมออนไลน์ของบริษัท Meta

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาสื่อสังคมออนไลน์ Instagram หนึ่งในแอปพลิเคชันสื่อสังคมออนไลน์ของบริษัท Meta ได้ถูกโจมตีอย่างหนักเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้งานโดยเฉพาะกับกลุ่มวัยรุ่น ที่ดูเหมือนว่าจะได้รับผลกระทบไปเต็ม ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของสุขภาพ วัยรุ่นส่วนใหญ่ที่เข้ามาใช้งาน Instagram เมื่อได้เห็นบุคคลต่างๆ บนโลกออนไลน์ก็จะเกิดความเปรียบเทียบและทำให้ตัวเองรู้สึกด้อยค่าลง หรืออาจจะรับรู้เนื้อหาต่างๆ ที่เป็นแง่ลบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตใจของกลุ่มวัยรุ่นเป็นอย่างมากเลยทีเดียว 

เมื่อเกิดปัญหาขึ้นทาง Instagram ก็ไม่นิ่งนอนใจที่จะแก้ปัญหาและก็ได้มีการออกเครื่องมือชนิดใหม่ขึ้นมาเพื่อช่วยในการแก้ปัญหาเนื้อเรื่องของสุขภาพจิตของกลุ่มวัยรุ่น โดยเครื่องมือดังกล่าวจะช่วยให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองสามารถกำหนดระยะเวลาการใช้งาน Instagram ของวัยรุ่นได้ และยังมีระบบแจ้งเตือนถึงผู้ปกครองเห็นด้วยถ้าหากว่าลูกๆ ที่เป็นกลุ่มวัยรุ่นใช้งาน Instagram และมีการรายงานบัญชีใดบัญชีหนึ่ง โดยเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ปกครองสามารถควบคุมดูแลลูก ๆ ที่เป็นกลุ่มวัยรุ่นในการใช้งานแอปพลิเคชันนั้นจะมีการเริ่มต้นใช้งานจริงในช่วงเดือนมีนาคมปี 2022 แล้วหลังจากนั้น Instagram ก็จะมีแผนการต่าง ๆ ออกมาอีก 

นอกจากเครื่องมือที่ให้ผู้ปกครองใช้ในการควบคุมดูแลลูก ๆ ในการใช้งาน Instagram แล้วยังมีการออกฟีเจอร์ที่มีชื่อว่า “Take a Break” ฟีเจอร์ดังกล่าวได้เป็นที่ถูกพูดถึงมาเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ Take a Break เป็นฟีเจอร์ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานที่ใช้แอปพลิเคชันเป็นระยะเวลาหนึ่งได้มีเวลาพักจากการใช้งาน Instagram โดยฟีเจอร์ดังกล่าวจะมีการแจ้งเตือนไปถึงผู้ใช้งานทุก ๆ 10 20 และ 30 นาที เพื่อให้ผู้ใช้งานรู้สึกตัวว่าเราใช้งานแอปพลิเคชันเป็นระยะเวลานานแล้ว และให้ใช้เวลาไปกับการทำอย่างอื่นบ้างเพื่อเป็นการพักผ่อน ฟีเจอร์ Take a Break เริ่มต้นใช้งานในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาและมีการอัปเดตในอีกหลาย ๆ ประเทศ 

Adam Mosseri ประธานของบริษัท Instagram ก็ได้ออกความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ผมรู้สึกภูมิใจที่ Instagram เป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่วัยรุ่นใช้เวลาอยู่กับมัน กับคนที่พวกเขารู้สึกแคร์ ใช้เพื่อในการค้นหาความสนใจต่าง ๆ รวมไปถึงการค้นหาตัวตนของตัวเขาเอง ผมต้องการให้มันเป็นอย่างนี้ต่อไปซึ่งหมายถึงว่าการที่ทำให้แอปพลิเคชันเป็นที่ปลอดภัยสำหรับพวกเขา”

หลังจากนี้ Adam Mosseri จะต้องถูกตรวจสอบจากสภาคองเกรส เกี่ยวกับเรื่องผลกระทบของบริการที่มีต่อผู้ใช้งานที่เป็นกลุ่มเยาวชน ซึ่งก็คงต้องมาติดตามดูว่าผลของการตรวจสอบนี้จะเป็นเช่นไร และในอนาคต Instagram จะมีทิศทางในการพัฒนาแอปพลิเคชันไปในทิศทางไหน เพื่อให้มีความปลอดภัยมากขึ้น

ภาพจาก Pixabay

ข้อมูลจาก Cnet

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ ทันโลกit  

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Playback 2021 ฟีเจอร์ใหม่บน Instagram

Instagram

Playback 2021 ฟีเจอร์ใหม่บน Instagram ย้อนดูวันวานตลอด 1 ปีที่ผ่านมา

ปีนี้คงไปอีกปีหนึ่งที่ได้รับการจดจำที่แตกต่างออกไปจากทุกปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะได้เดินทางออกไปท่องเที่ยวน้อย และต้องใช้เวลาอยู่กับบ้านเป็นส่วนใหญ่ แต่หลายๆ คนคงจะมีเหตุการณ์ที่ประทับใจเกิดขึ้นมากมายปีนี้และได้มีการถ่ายรูปหรือวิดีโอลงบนสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ บางเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี บางเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางปี บางเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันผ่านมานี้ หลาย ๆ อย่างล้วนกลายเป็นความทรงจำเมื่อเวลาผ่านไป บางเหตุการณ์แล้วก็หลงลืมไป บางเหตุการณ์ก็ยังจดจำได้ดี และเพื่อเป็นการย้อนวันวานทาง Instagram สื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ในการลงรูปและวิดีโอได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่มีชื่อว่า “Playback 2021

Playback 2021 เป็นฟีเจอร์ที่จะแสดงสตอรี่ไอจีตลอด 1 ปีที่ผ่านมาของผู้ใช้งานว่ามีการลงสตอรี่ไหนบ้างและเหตุการณ์ใดเป็นเหตุการณ์ที่น่าจดจำ ซึ่งได้มีการเปิดตัวเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมาและจะมีเวลาใช้งานอย่างจำกัดเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์เท่านั้นก่อนที่จะหมดปี 2021 ไป เมื่อใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวผู้ใช้งานจะได้เห็นสตอรี่ตัวเองได้ถ่ายลงไว้ตลอดปี 2021 และสามารถปรับแต่งเพิ่มหรือลบสตอรี่ก่อนที่จะโพสต์ลงบนสื่อสังคมออนไลน์ได้ 

สำหรับการเข้าใช้งานฟีเจอร์ Playback 2021 ตัวฟีเจอร์จะมีการป๊อบอัปมาอยู่บริเวณด้านบนของแอปพลิเคชันซึ่งผู้ใช้งานสามารถกดเข้าไปสร้างโพสต์ได้โดยทันที สำหรับฟีเจอร์ดังกล่าวจะอนุญาตให้ผู้ใช้งานนั้นสามารถเพิ่มสตอรี่ได้เพียงแค่ 10 สตอรี่เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนฟีเจอร์นี้จะยังไม่ได้เปิดใช้ให้กับผู้ใช้งานทุกคนได้ใช้งานกันเพราะว่าตัวฟีเจอร์พึ่งถูกปล่อยออกมาให้เล่นทำให้อาจจะยังไม่ทั่วถึงสำหรับผู้ที่ต้องการที่จะใช้ Playback 2021 ก็ขอให้อัพเดท Instagram ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด และรอจนกว่าฟีเจอร์จะมีการป๊อบอัพขึ้นมาให้เห็น 

เมื่อปีที่ผ่านมา Instagram ก็ได้มีการย้อนความทรงจำให้กับผู้ใช้งานด้วยเช่นเดียวกันโดยมีการเพิ่มฟีเจอร์ที่มีชื่อว่า “top nine” photo grid” ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่จะรวบรวมรูปทั้ง 9 รูปที่ถ่ายลง Instagram และได้รับความนิยมมากที่สุดมาสร้างเป็นโพสต์รูปภาพในรูปแบบช่องตารางนั่นเองซึ่งหลาย ๆ คนก็คงได้เล่นฟีเจอร์ดังกล่าวกันมาแล้วอย่างแน่นอน 

ถ้าใครได้เห็น Playback 2021 มีการแสดงขึ้นมาบนหน้าจอก็อย่าลืมไปเล่นกันนะ แล้วมาดูกันว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ใดบ้างที่น่าจดจำและเหตุการณ์ใดบ้างที่รู้สึกว่าไม่น่าจดจำ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามตลอด 1 ปีที่ผ่านมาเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมายที่เราได้เจอคงจะเป็นเหตุการณ์ที่เราได้เติบโตมากขึ้นและเมื่อย้อนกลับไปบางครั้งอาจจะคิดถึงช่วงเวลาเหล่านั้นก็เป็นได้

ภาพจาก Pixabay

ข้อมูลจาก Popsugar

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ ทันโลกit  

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Instagram ยืนยันตัวบุคคลด้วยการเซลฟี่

Instagram

Instagram ได้มีการทดลองยืนยันตัวบุคคลด้วยการเซลฟี่ ตั้งแต่ในช่วงปีที่ผ่านมา

Instagram ได้มีการขอให้ผู้ใช้งานบางส่วนใช้วิธีการยืนยันตัวตนด้วยการถ่ายเซลฟี่ในหลาย ๆ มุม ซึ่งในปัจจุบันนี้ทาง Instagram ได้ประสบปัญหาเกี่ยวกับบัญชีใช้งานที่เป็นบอทซึ่งสร้างความไม่เป็นมิตรให้กับผู้ใช้งานรายอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสแปมข้อความ การส่งข้อความคุกคาม หรือใช้เพื่อในการดันผู้ติดตามและจำนวน like ซึ่งข้อมูลเนื้อเรื่องของการยืนยันตัวตนด้วยการถ่ายเซลฟี่นั้นได้ถูกเผยแพร่ในทวิตเตอร์ของ Matt Navarra ซึ่งในทวิตเตอร์ของเขานั้นได้มีการบอกไว้ด้วยว่าการถ่ายภาพเซลฟี่เพื่อเป็นการยืนยันตัวบุคคลนี้จะไม่มีการเก็บข้อมูลทางไบโอเมตริกซ์ 

การยืนยันตัวบุคคลด้วยใบหน้าที่ทาง Instagram ได้ทำขึ้นมานั้นได้มีการทดลองตั้งแต่ในช่วงปีที่ผ่านมาแต่ก็มีปัญหาทางเทคนิคทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งในปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่าจะกลับมาใช้งานอีกครั้งแต่ก็ดูเหมือนว่ายังไม่มีความแน่ชัดว่าการใช้การถ่ายรูปเซลฟี่ในมุมต่างๆ เพื่อเป็นการยืนยันตัวบุคคลของผู้ใช้งานนั้นเป็นการทดสอบฟีเจอร์หรือเป็นการค่อย ๆ นำออกมาใช้ทีทีละเล็กทีละน้อยกันแน่ ซึ่งทางบริษัท Meta ที่เป็นบริษัทแม่ก็ยังไม่ได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย 

การที่บริษัท Meta ออกมาสัญญาว่าจะไม่มีการเก็บข้อมูลไบโอเมตริกผ่านการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้านี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและจะสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานรวมถึงความเป็นส่วนตัวด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ทางบริษัท Meta ก็ได้นำระบบจดจำใบหน้าที่อยู่ใน Facebook ออกด้วยเหตุผลทางความปลอดภัยหลังจากที่นำระบบนี้เข้ามาใส่ไว้ใน Facebook ตั้งแต่ในช่วงปี 2010 

ซึ่งการที่ออกมาปิดใช้งานระบบจดจำใบหน้าที่อยู่บน Facebook นั้นก็มีส่วนมาจากเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ทาง Facebook ต้องจ่ายเงินเป็นจำนวน 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อยุติคดี หลังจากที่ถูกกล่าวหาว่ามีการเก็บข้อมูลเชิงชีวภาพของผู้ใช้งาน ซึ่งไม่ได้รับความยินยอมนั้นเอง

การที่ Instagram ได้เปิดเผยว่าทางแอปพลิเคชันจะมีการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้านั้นสร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับใครหลาย ๆ คน แต่ก็ต้องรู้ว่าจะมีการเริ่มใช้งานจริงหรือไม่ในอนาคต แต่ Facebook ก็คงจะไม่เก็บข้อมูลชีวภาพตามที่ได้สัญญาไว้ 

ที่ผ่านมาทางบริษัท Facebook ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Meta กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม ซึ่งก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมดทั้งใน Facebook รวมไปถึง Instagram ซึ่งก็ไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีการแก้ไขปัญหานี้หรือไม่เพราะทางบริษัทกำลังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี Metaverse

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับเลยก็คือปัจจุบันนี้ข้อมูลถือว่าเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่มีความเชื่อมโยงถึงกันการที่มีข้อมูลบางส่วนรั่วไหลก็อาจจะทำให้เกิดผลกระทบได้มากมายเลยทีเดียวดังนั้นเราก็ควรเก็บข้อมูลให้ปลอดภัยให้ได้มากที่สุด

ภาพจาก Pixabay

ข้อมูลจาก The Verge, The Standard

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ ทันโลกit  

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Facebook เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Cyberbully

Facebook

Facebook และ Instagram แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังของบริษัท Meta

ถึงแม้ว่าบริษัท Facebook ที่ปัจจุบันนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Meta กำลังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ Metaverse เพื่อเตรียมพร้อมกับโลกอนาคตแต่ก็ดูเหมือนว่าเรื่องราวเลวร้ายจากอดีตก็ยังไม่คลี่คลายลง

Facebook และ Instagram แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังของบริษัท Meta ได้มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้ใช้งาน บนสื่อสังคมออนไลน์มักมีการคุกคาม การบูลลี่ รวมไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบ ซึ่งในช่วงปี 2021 ที่ผ่านมานี้เราก็ได้เห็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้มากมายเลยทีเดียวสำหรับของทาง Facebook และ Instagram แต่ก็ดูเหมือนว่าทาง Facebook ก็ยังมองข้ามปัญหาเหล่านี้อยู่ จนถึงขั้นมีการเรียกร้องจาก Frances Haugen ต่อสภาคองเกรสเกี่ยวกับเรื่องราวดังกล่าวเลยทีเดียว เกี่ยวกับเรื่องที่ทาง Facebook พยายามที่จะสนใจผลกำไรมากกว่าความปลอดภัยในแพลตฟอร์ม

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นทาง Facebook ก็ได้มีการลบเนื้อหาที่เกี่ยวกับเรื่องการคุกคามไปมากกว่า 9.2 ล้านเนื้อหา เช่นเดียวกับทาง Instagram ที่มีการลบไปมากกว่า 7.8 ล้านเนื้อหาเลยทีเดียว แต่ก็ยังมีบางเนื้อหาที่ไม่ถูกลบไป เนื่องจากคำพูดบางคำพูดเป็นการใช้งานกับเพื่อนสนิทหรือบุคคลใกล้ชิด ทำให้ยังมีคำหยาบมากมายการคุกคามมากมายอยู่บนโลกของอินเทอร์เน็ตในสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook และ Instagram อยู่

โดยเมื่อวันอังคารที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมาทาง Facebook ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแพร่หลายของการคุกคาม การวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบที่อยู่บนโลกของสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook และ Instagram

โดย Facebook บอกว่านับตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมจนถึงช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมาเนื้อหาที่เกี่ยวกับการคุกคามและการวิพากษ์วิจารณ์นั้นได้ถูกเห็นประมาณ 14-15 ครั้งทุกการรับชม ครั้ง และสำหรับบน Instagram เนื้อหาที่เกี่ยวกับการคุกคามและการวิพากษ์วิจารณ์จะถูกเขียนประมาณ 5-6 ครั้งต่อการรับชม 10,000 ครั้งเช่นเดียวกัน

ถ้าวัดกับผู้ใช้งานก็คงต้องบอกว่าจำนวนดังกล่าวเป็นจำนวนที่เยอะมากเลยทีเดียว และการที่ Facebook เปิดเผยความแพร่หลายที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามเช่นนี้รวมไปถึงถ้อยคำสร้างความเกลียดชังก็คงเป็นเรื่องที่ดีแต่ก็ยังมีพนักงานที่เคยทำงานกับบริษัทอีกหลายคนไม่เห็นด้วยกับตัววัดดังกล่าว โดยบอกว่าตัววัดดังกล่าวที่วัดเกี่ยวกับการแพร่หลายนี้ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเนื้อหาที่กระตุ้นคตินิยม

ทางหัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยและความซื่อสัตย์ของทางบริษัทก็ได้ออกมาชี้แจงว่าการวัดดังกล่าวจะช่วยตรวจจับสิ่งที่เราเห็นและจะช่วยตรวจจับสิ่งที่เราพลาด ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดีที่จะมีการพูดถึงการวัดด้วยวิธีการอื่น ซึ่งทางบริษัทก็ได้มีการปรึกษากับ EY เพื่อสร้างตัววัดขึ้นมาในช่วงควอเตอร์ที่ 4 ของปีนี้ และจะมีการเปิดเผยมาในช่วงปี 2022

จากนี้ก็ต้องมาดูว่าทางบริษัท Meta จะจัดการกับเนื้อหาที่มีความรุนแรงเช่นนี้อย่างไรเพราะว่ามันจะทำให้สุขภาพจิตของผู้ที่ใช้แพลตฟอร์มนั้นเสียได้อย่างรวดเร็วเลยทีเดียว และจะดึงดูดผู้ใช้งานไปใช้แพลตฟอร์มอื่นที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งานมากกว่า

ภาพจาก Pixabay

ข้อมูลจาก Cnet

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ ทันโลกit  

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook