Facebook และ Instagram เตรียมเข้าสู่ตลาด NFTs

Facebook และ Instagram เตรียมเข้าสู่ตลาด NFTs

ปัจจุบันนี้การสร้างผลงานศิลปะได้มีการเปลี่ยนแปลงแบบไป จากการนำผลงานศิลปะไปวางขายตามตลาดนัดก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นการวางขายในโลกของอินเทอร์เน็ตแทน ซึ่งปัจจุบันนี้นอกจากจะวางขายเป็นชิ้นแบบจับต้องได้แล้วยังมีการวางขายผลงานในรูปแบบผลงานดิจิตอลอีกด้วย โดยเป็นผลงานในรูปแบบ NFTs ซึ่งเป็นผลงานที่มีชิ้นเดียวบนโลกและสามารถซื้อขายได้เพื่อเปลี่ยนผู้ถือครอง โดยปัจจุบันนี้การสร้างสรรค์ผลงาน NFTs ถือว่าได้รับความนิยมมากเลยทีเดียวในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบสร้างผลงานศิลปะ นอกจากเป็นเทคโนโลยีใหม่แล้วยังสามารถสร้างรายได้ที่มหาศาลให้กับผู้ที่ประสบความสำเร็จในด้านนี้ด้วย

ภาพจาก Pixabay

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้การเข้าถึงผลงานNFTs เป็นเรื่องที่ยากสำหรับคนที่ไม่เก่งในด้านเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก ซึ่งก็อาจจะทำให้บางคนไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าวได้นั่นเอง และด้วยผลงาน NFTs ที่ทำ ที่กำลัง ที่กำลังเป็นกระแส ที่กำลังเป็นกระแสในปัจจุบันทำให้หลายบริษัทเริ่มหันมาศึกษาและทำให้การเข้าถึงจะเลือกที่ง่ายมากขึ้นตัวอย่างเช่น Coinbase ที่มีการจับมือกับ Master Card ในการซื้อผลงานเป็นต้น และในอนาคตก็คงง่ายขึ้นไปอีกเพราะสื่อออนไลน์ชื่อดังอย่าง Facebook และ Instagram กำลังจะพัฒนาให้ผู้ใช้งานสามารถที่จะสร้างสรรค์ผลงาน NFTs นำเสนอผลงานรวมไปถึงซื้อขายผลงานได้

ภาพจาก Pixabay

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามแผนในการสร้างตลาด NFTs ยังอยู่ในช่วงต้นของการดำเนินการและอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ และก็ไม่มีใครรู้ว่าแผนการดังกล่าวนี้จะมีความเป็นไปได้จริงมากน้อยเพียงใด โดยตอนนี้ทางทีมผู้พัฒนากำลังจะพัฒนาฟีเจอร์เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถตั้งโปรไฟล์เป็นผลงาน NFTs กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มต้นแบบที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างสรรค์ผลงาน NFTs ขึ้นมา และจะมีการสร้างตลาดซื้อขายให้กับผู้ใช้งานด้วยเช่นเดียวกัน

ตั้งแต่บริษัท Facebook เปลี่ยนชื่อเป็น Meta เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี Metaverse ก็มีความเป็นไปได้ที่จะนำเทคโนโลยีดิจิตอลไม่ว่าจะเป็นผลงานหรือเงินดิจิตอลเข้าไปใส่ในเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงนี้ แต่งานหนักสำหรับ Meta ก็คือการทำให้เทคโนโลยีดังกล่าวนั้นเข้าถึงได้ในทุกแง่มุม เพราะถ้าหากเทคโนโลยีเข้าถึงได้ยากแล้วการดึงดูดผู้คนที่มีความเข้าใจไม่มากเกี่ยวกับเทคโนโลยีนั้นก็จะเป็นเรื่องที่ยากมากเลยทีเดียวจะไม่สามารถดึงดูดคนให้เข้ามาใช้งานได้อย่างเต็มที่นั่นเอง ซึ่งทาง CEO ของ Instagram ก็ได้บอกไปในทิศทางเดียวกันด้วยว่า “บริษัทกำลังค้นคว้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีNFTs และการทำให้พวกมันสามารถเข้าถึงกลุ่มคนในวงกว้างได้”

ภาพจาก Pixabay

ซึ่งก็ต้องมาดูว่าสุดท้ายแล้วแผนการในการพัฒนาตลาดของผลงานศิลปะ NFTs ของทางบริษัท Meta จะมีทิศทางไปในทิศทางใด จะมีหน้าตาแบบไหน แล้วก็สามารถประสบความสำเร็จตามแผนได้หรือไม่ก็คงต้องมาติดตามกันในอนาคต

ข้อมูลจาก The Verge

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

เทรนด์เทคโนโลยีที่มาแรงปี 2022

เทรนด์เทคโนโลยีที่มาแรงปี 2022

เทรนด์เทคโนโลยีที่มาแรงปี 2022  สมัยนี้เทคโนโลยี เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เราต้องพัฒนาความรู้ ความสามารถ เพื่อให้ทันยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราต้องติดตามเทรนด์เทคโนโลยีจะได้ทันโลก และไม่พลาดโอกาสดีๆในการสร้างรายได้ให้กับตนเอง จะมีเทคโนโลยีอะไรบ้างที่น่าติดตาม

    Cr.pic; https://www.mreport.co.th/

1. Smart Space

    Smart Space หรือที่เราเรียกกันว่า พื้นที่อัจฉริยะ เป็นสภาพแวดล้อมทางดิจิทัลที่ฉลาดขึ้น เพื่อเชื่อมปฏิสัมพันธ์ระหว่างโลกเสมือนและโลกจริง มาในรูแแบบดิจิทัล  แล้วsmart spaceนี้แหละจะทำให้โลกของเราน่าอยู่มากขึ้น และสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ ซึ่ง Smart Space จะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตเรามากขึ้นด้วยการใช้ Smart Space เป็นพื้นที่ในการประชุม การทำงานร่วมกัน การคุยกับลูกค้า แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันผ่านโลกดิจิทัล แม้คุณจะอยู่ที่บ้านก็ตามซึ่งอีกไม่กี่ปีก็จะได้สัมผัสกับพื้นที่อัจฉริยะนี้แล้ว

    Cr.pic; https://codeit.us/

2. Graph Technology

   ในอนาคต ข้อมูลจะเป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูงขึ้น และมีความสำคัญในเชิงธุรกิจ แล้ว Graph Technology นี้มีความพิเศษอย่างไรหล่ะ ทำไมคนในแวดวงธุรกิจถึงจำเป็นต้องใช้ ก็เป็นเพราะGraph Technology สามารถทำให้เราคาดการณ์พฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ คนแบบไหนที่มีโอกาสกลายมาเป็นลูกค้าเราในอนาคต ช่วยบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในธุรกิจ

    Cr.pic; https://www.thesslstore.com/

3. Homomorphic Encryption

   ในช่วงที่ผ่านมาเทคโนโลยี Cloud มาแรง และมีการแข่งขันทางธุรกิจที่สูงขึ้น ทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะมาช่วยให้ธุรกิจ Cloud สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นคือ Homomorphic Encryption เป็นเทคโนโลยีที่มาช่วยผู้ใช้บริการม่จำเป็นต้องเข้ารหัสข้อมูลได้ ก็สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญบนคลาวน์ ได้อย่างปลอดภัย ไม่เกิดเหตุการณ์โดนขโมยข้อมูลหรือข้อมูลรั่วไหลไปภายนอก ซึ่งเทคโนโลยีตัวนี้ ยังมีจุดบกพร่องที่ยังต้องพัฒนาต่อไป คือ วิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นตัวอักษรไม่ดีเท่าข้อมูลที่เป็นตัวเลข ทำให้ยังไม่มีการใช้อย่างแพร่หลาย

    Cr.pic; https://www.mindphp.com/

4. Quantum Computing

 หลายคนคงคุ้นหูกับเทคโนโลยีนี้ ที่จริงมีมานนานแล้ว แต่พึ่งมาบูมไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะ Quantum Computing มีประสิทธิภาพสูงในเรื่องของความเร็วในการช่วยประมวลผลข้อมูลมหาศาล โดยนำอะตอมมาช่วยในการประมวลผล เป็นโอกาสสำหรับโลกธุรกิจที่จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ และกำลังถูกพัฒนาและทำวิจัยศึกษาเกี่ยวกับควอนตัมเพื่อให้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่บางเบา ใช้งานสะดวก แต่ยังมีอุปสรรคในการพัฒนาคือ ควอนตัมมีข้อจำกัดที่ต้องอยู่ในอุณหภูมิที่หนา ติดลบ การควบคุมอะตอมที่ไม่อยู่นิ่ง  แต่ยังคงมีหลายคนเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะมาเปลี่ยนแปลงโลก คาดว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้นในปีหน้า

  โลกยุคดิจิทัลที่หมุนเร็วขึ้น จนเราแทบตามเทรนด์โลกไม่ทัน ก็มีเทคโนโลยีที่น่าสนใจมากมาย ที่จะมาช่วยให้โลกใบนี้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น แต่ละเทคโนโลยีก็มีทั้งข้อดี ข้อเสียที่เราต้องนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับงาน เพื่อประสิทธิภาพที่มากขึ้น และยังคงต้องพัฒนาเทคโนโลยีต่อไป สุดท้ายทุกคนต้องตามโลกเทคโนโลยีให้ทัน จะได้ไม่พลาดโอกาสต่างๆ และรับมือเตรียมพร้อมกับอนาคตที่ไม่คาดคิดเสมอ

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ ทันโลกit  

เทรนด์เทคโนโลยที่มาแรงปี 2022

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง faceb

Facebook ลบข่าวปลอมในประเทศยูเครน

Facebook ลบข่าวปลอมในประเทศยูเครน

เมื่อวันพุธที่ผ่านมาหรือตามในเวลาประเทศไทยก็คือช่วงวันพฤหัสทางบริษัท Meta บริษัทแม่ของ Facebook ได้มีการลบคลิปวิดีโอคลิปหนึ่งของประธานาธิบดีประเทศยูเครน Volodymyr Zelenskyy หลังจากที่ได้รู้ว่าคลิปวิดีโอนั้นเป็นคลิปวิดีโอที่ถูกทำขึ้นและเป็นข่าวปลอมโดยภายในกี่วิดีโอมีการพูดถึงเกี่ยวกับชาวยูเครนที่จะวางอาวุธและยอมให้กับทางประเทศรัสเซีย

คลิปวิดีโอที่เป็นคลิปวิดีโอปลอมนั้นได้ถูกเผยแพร่ผ่าน เว็บไซต์ข่าวของประเทศยูเครนหลังจากที่เว็บไซต์ถูกแฮ็ค จากการรายงานจากสำนักข่าว Sky News ในคลิปวิดีโอได้ปรากฏให้เห็นประธานาธิบดีของยูเครนออกมาพูดหลังโพเดียมโดยเป็นการประกาศว่าทางประเทศยูเครนได้มีการตัดสินใจคือรัฐดอนบาสให้กับประเทศรัสเซีย ซึ่งสิ่งที่สังเกตได้ในคลิปวิดีโอดังกล่าวนั้นก็คือรูปร่างหน้าตาของ Volodymyr Zelenskyy มีขนาดที่ใหญ่เกินไปและดูไม่เข้ากับตัวและเสียงก็ไม่ได้ตรงกับเสียงตัวจริงด้วย

Facebook ลบข่าวปลอมในประเทศยูเครน

หลังจากที่ทาง Facebook ได้รู้ว่าได้มีคลิปวิดีโอดังกล่าวถูกเผยแพร่กันอย่างแพร่หลายใน แพลตฟอร์มของตัวเองนั้นทางบริษัทก็ได้มีการลบวิดีโอดังกล่าวออกจากแพลตฟอร์ม

ซึ่งก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลของประเทศยูเครนก็ได้มีการประกาศเตือนทหารและเหล่าประชาชนเมื่อเขาได้พบเจอคลิปวิดีโอของประธานาธิบดีบนโลกออนไลน์และถ้าหากว่าทางท่านประธานาธิบดีได้มีการประกาศยอมแพ้ต่อประเทศรัสเซียที่ได้บุกรุกเข้ามาในคราวนี้ให้ตีความไว้ก่อนว่าเป็นข่าวลือที่ทางผู้ไม่หวังดีสร้างขึ้นเพื่อต้องการให้ชาวยูเครนยอมจำนนต่อการรุกรานในคราวนี้

Facebook ลบข่าวปลอมในประเทศยูเครน

นอกจากนี้ Volodymyr Zelenskyy ก็ได้มีการโพสต์คลิปวิดีโอบน Instagram ส่วนตัวด้วยโดยเขาได้มีการปฏิเสธเกี่ยวกับคลิปวิดีโอปลอมดังกล่าวและได้มีการพูดถึงเกี่ยวกับคำแนะนำเดียวที่เขาได้พูดนั่นก็คือการขอให้ทหารที่อยู่ทางฝั่งประเทศรัสเซียวางอาวุธและกลับบ้านและเขาก็ยังบอกอีกด้วยว่าพวกเราอยู่ที่บ้านและจะคอยปกป้องประเทศยูเครน

Facebook ลบข่าวปลอมในประเทศยูเครน

จากสงครามที่เริ่มต้นด้วยการใช้อาวุธเริ่มกลับกลายเป็นสงครามที่ใช้โลกอินเทอร์เน็ตในการโจมตีกันมากขึ้นและยิ่งในปัจจุบันถ้าหากว่าไม่ได้มีการตรวจสอบให้ดีเสียก่อนแล้วก็อาจจะเป็นไปได้ว่าข่าวปลอมที่ถูกเผยแพร่ออกมานั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้างได้เลยทีเดียวแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามทางสื่อสังคมออนไลน์แพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็พยายามที่จะกำจัดข่าวปลอมให้ได้มากที่สุดเพราะเคยเกิดเหตุการณ์การแพร่กระจายของข่าวปลอมมาแล้วหลายต่อหลายครั้งแล้วมันส่งผลกระทบมากมายเลยทีเดียว

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ ทันโลกit  

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

ข้อมูลจาก The verge

ฟีเจอร์ใหม่ Facebook, Instagram

Facebook

ฟีเจอร์ใหม่ Facebook, Instagram สร้าง Avatar เป็นของตัวเอง

หลังจากที่ Facebook ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท Meta ก็ได้เริ่มมีการขยับเขยื้อนในเรื่องของเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงมากขึ้นโดยเริ่มจากเทคโนโลยี VR และ AR และล่าสุดก็ได้มีการนำเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงหรือ Metaverse เข้ามาสู่แอปพลิเคชันอย่าง, Facebook, Instagram และ Messenger

ซึ่งเทคโนโลยี Metaverse ที่นำมาใช้แอปพลิเคชันสื่อสังคมออนไลน์ของ Meta เปิดให้ผู้ใช้งานได้สร้าง Avatar เป็นของตัวเอง โดยฟีเจอร์ดังกล่าวได้ถูกเพิ่มใน Oculus Quest 2 เมื่อปีที่ผ่านมา แต่ว่าสิ่งที่ถูกนำมาใช้ในแอปพลิเคชันสื่อสังคมออนไลน์ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram และ Messenger นอกจากจะให้ผู้ใช้งานสร้าง Avatar เพื่อมาเป็นโปรไฟล์ ยังสามารถนำไปใช้เป็นสติ๊กเกอร์ได้อีกด้วย ซึ่งฟีเจอร์การสร้าง Avatar ก็มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันกับ Memoji ของ Apple ที่สามารถใช้ในการส่งข้อความผ่านแอปต่าง ๆ ได้

การประกาศอัปเดตฟีเจอร์การสร้าง Avatar เป็นการประกาศพร้อมกับการอัปเดตธีม Super Bowl การแข่งขันชิงแชมป์อเมริกันฟุตบอล NFL ของประเทศอเมริกานั้นเอง ซึ่งจะมีเสื้อ T shirt ของทีม Bengals หรือ Rams ที่แจกฟรีให้ตัวละครเสมือนจริงสามารถเลือกไปใส่ได้ แต่ว่าเสื้อ T shirt ดังกล่าวนี้จะสามารถใส่ได้จนถึงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์เพียงเท่านั้น 

การสร้างตัวละครเสมือนจริงจะเริ่มมีการทดลองใช้ในประเทศแถบอเมริกาเหนือไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศแคนาดา และ ประเทศเม็กซิโก หลังจากนั้นก็จะขยายพื้นที่การใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น 

ซึ่งการสร้างตัวละครโลกเสมือนจริงนี้ได้ถูกนำมาเป็นฟีเจอร์ใน Facebook ก่อนหน้านี้แล้วแต่การทําอนิเมชั่นในรูปแบบภาพ 3 มิติถือว่าเป็นเรื่องใหม่และฟีเจอร์ดังกล่าวก็จะมีการอัปเดตลงบน Instagram เป็นครั้งแรก ซึ่งการสร้างตัวละครแบบนี้ สามารถสร้างได้เพียงแค่ 1 ตัวต่อ 1 แอป เพียงเท่านั้น ซึ่งนั่นหมายความว่าเราอาจจะมีตัวละครใน Facebook เป็นตัวนึง ใน Instagram เป็นอีกตัวหนึ่งและใน Messenger เป็นอีกตัวหนึ่ง แต่ว่าสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการสร้างตัวละครเยอะก็สามารถเชื่อมต่อตัวละครจากแอปหนึ่งไปสู่แอปหนึ่งได้เลย

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งการอัปเดตของบริษัท Meta ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง Metaverse ในอนาคตอาจจะมีการสร้างไอเทมต่าง ๆ ในรูปแบบดิจิตอลให้ผู้ใช้งาน Avatar ได้ซื้อเพื่อมาสวมใส่ให้กับตัวละครที่ตัวเองได้สร้างขึ้น หรือว่าขายอุปกรณ์สวมใส่ที่ไม่ต้องการออกไป ซึ่งถึงแม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยมาแต่ว่าในความคิดของผู้เขียนอาจเป็นไปได้ว่าอุปกรณ์สวมใส่ของ Avatar ที่จะมีการซื้อขายกันนั้นอาจจะเป็น NFTs เพราะ Facebook และ Instagram กำลังจะพัฒนาตลาด NFTs ของตัวเอง

ภาพจาก Pixabay

ข้อมูลจาก Cnet

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ ทันโลกit  

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Instagram ยืนยันตัวบุคคลด้วยการเซลฟี่

Instagram

Instagram ได้มีการทดลองยืนยันตัวบุคคลด้วยการเซลฟี่ ตั้งแต่ในช่วงปีที่ผ่านมา

Instagram ได้มีการขอให้ผู้ใช้งานบางส่วนใช้วิธีการยืนยันตัวตนด้วยการถ่ายเซลฟี่ในหลาย ๆ มุม ซึ่งในปัจจุบันนี้ทาง Instagram ได้ประสบปัญหาเกี่ยวกับบัญชีใช้งานที่เป็นบอทซึ่งสร้างความไม่เป็นมิตรให้กับผู้ใช้งานรายอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสแปมข้อความ การส่งข้อความคุกคาม หรือใช้เพื่อในการดันผู้ติดตามและจำนวน like ซึ่งข้อมูลเนื้อเรื่องของการยืนยันตัวตนด้วยการถ่ายเซลฟี่นั้นได้ถูกเผยแพร่ในทวิตเตอร์ของ Matt Navarra ซึ่งในทวิตเตอร์ของเขานั้นได้มีการบอกไว้ด้วยว่าการถ่ายภาพเซลฟี่เพื่อเป็นการยืนยันตัวบุคคลนี้จะไม่มีการเก็บข้อมูลทางไบโอเมตริกซ์ 

การยืนยันตัวบุคคลด้วยใบหน้าที่ทาง Instagram ได้ทำขึ้นมานั้นได้มีการทดลองตั้งแต่ในช่วงปีที่ผ่านมาแต่ก็มีปัญหาทางเทคนิคทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งในปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่าจะกลับมาใช้งานอีกครั้งแต่ก็ดูเหมือนว่ายังไม่มีความแน่ชัดว่าการใช้การถ่ายรูปเซลฟี่ในมุมต่างๆ เพื่อเป็นการยืนยันตัวบุคคลของผู้ใช้งานนั้นเป็นการทดสอบฟีเจอร์หรือเป็นการค่อย ๆ นำออกมาใช้ทีทีละเล็กทีละน้อยกันแน่ ซึ่งทางบริษัท Meta ที่เป็นบริษัทแม่ก็ยังไม่ได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย 

การที่บริษัท Meta ออกมาสัญญาว่าจะไม่มีการเก็บข้อมูลไบโอเมตริกผ่านการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้านี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและจะสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานรวมถึงความเป็นส่วนตัวด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ทางบริษัท Meta ก็ได้นำระบบจดจำใบหน้าที่อยู่ใน Facebook ออกด้วยเหตุผลทางความปลอดภัยหลังจากที่นำระบบนี้เข้ามาใส่ไว้ใน Facebook ตั้งแต่ในช่วงปี 2010 

ซึ่งการที่ออกมาปิดใช้งานระบบจดจำใบหน้าที่อยู่บน Facebook นั้นก็มีส่วนมาจากเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ทาง Facebook ต้องจ่ายเงินเป็นจำนวน 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อยุติคดี หลังจากที่ถูกกล่าวหาว่ามีการเก็บข้อมูลเชิงชีวภาพของผู้ใช้งาน ซึ่งไม่ได้รับความยินยอมนั้นเอง

การที่ Instagram ได้เปิดเผยว่าทางแอปพลิเคชันจะมีการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้านั้นสร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับใครหลาย ๆ คน แต่ก็ต้องรู้ว่าจะมีการเริ่มใช้งานจริงหรือไม่ในอนาคต แต่ Facebook ก็คงจะไม่เก็บข้อมูลชีวภาพตามที่ได้สัญญาไว้ 

ที่ผ่านมาทางบริษัท Facebook ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Meta กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม ซึ่งก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมดทั้งใน Facebook รวมไปถึง Instagram ซึ่งก็ไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีการแก้ไขปัญหานี้หรือไม่เพราะทางบริษัทกำลังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี Metaverse

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับเลยก็คือปัจจุบันนี้ข้อมูลถือว่าเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่มีความเชื่อมโยงถึงกันการที่มีข้อมูลบางส่วนรั่วไหลก็อาจจะทำให้เกิดผลกระทบได้มากมายเลยทีเดียวดังนั้นเราก็ควรเก็บข้อมูลให้ปลอดภัยให้ได้มากที่สุด

ภาพจาก Pixabay

ข้อมูลจาก The Verge, The Standard

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ ทันโลกit  

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Facebook เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Cyberbully

Facebook

Facebook และ Instagram แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังของบริษัท Meta

ถึงแม้ว่าบริษัท Facebook ที่ปัจจุบันนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Meta กำลังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ Metaverse เพื่อเตรียมพร้อมกับโลกอนาคตแต่ก็ดูเหมือนว่าเรื่องราวเลวร้ายจากอดีตก็ยังไม่คลี่คลายลง

Facebook และ Instagram แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังของบริษัท Meta ได้มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้ใช้งาน บนสื่อสังคมออนไลน์มักมีการคุกคาม การบูลลี่ รวมไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบ ซึ่งในช่วงปี 2021 ที่ผ่านมานี้เราก็ได้เห็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้มากมายเลยทีเดียวสำหรับของทาง Facebook และ Instagram แต่ก็ดูเหมือนว่าทาง Facebook ก็ยังมองข้ามปัญหาเหล่านี้อยู่ จนถึงขั้นมีการเรียกร้องจาก Frances Haugen ต่อสภาคองเกรสเกี่ยวกับเรื่องราวดังกล่าวเลยทีเดียว เกี่ยวกับเรื่องที่ทาง Facebook พยายามที่จะสนใจผลกำไรมากกว่าความปลอดภัยในแพลตฟอร์ม

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นทาง Facebook ก็ได้มีการลบเนื้อหาที่เกี่ยวกับเรื่องการคุกคามไปมากกว่า 9.2 ล้านเนื้อหา เช่นเดียวกับทาง Instagram ที่มีการลบไปมากกว่า 7.8 ล้านเนื้อหาเลยทีเดียว แต่ก็ยังมีบางเนื้อหาที่ไม่ถูกลบไป เนื่องจากคำพูดบางคำพูดเป็นการใช้งานกับเพื่อนสนิทหรือบุคคลใกล้ชิด ทำให้ยังมีคำหยาบมากมายการคุกคามมากมายอยู่บนโลกของอินเทอร์เน็ตในสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook และ Instagram อยู่

โดยเมื่อวันอังคารที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมาทาง Facebook ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแพร่หลายของการคุกคาม การวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบที่อยู่บนโลกของสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook และ Instagram

โดย Facebook บอกว่านับตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมจนถึงช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมาเนื้อหาที่เกี่ยวกับการคุกคามและการวิพากษ์วิจารณ์นั้นได้ถูกเห็นประมาณ 14-15 ครั้งทุกการรับชม ครั้ง และสำหรับบน Instagram เนื้อหาที่เกี่ยวกับการคุกคามและการวิพากษ์วิจารณ์จะถูกเขียนประมาณ 5-6 ครั้งต่อการรับชม 10,000 ครั้งเช่นเดียวกัน

ถ้าวัดกับผู้ใช้งานก็คงต้องบอกว่าจำนวนดังกล่าวเป็นจำนวนที่เยอะมากเลยทีเดียว และการที่ Facebook เปิดเผยความแพร่หลายที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามเช่นนี้รวมไปถึงถ้อยคำสร้างความเกลียดชังก็คงเป็นเรื่องที่ดีแต่ก็ยังมีพนักงานที่เคยทำงานกับบริษัทอีกหลายคนไม่เห็นด้วยกับตัววัดดังกล่าว โดยบอกว่าตัววัดดังกล่าวที่วัดเกี่ยวกับการแพร่หลายนี้ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเนื้อหาที่กระตุ้นคตินิยม

ทางหัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยและความซื่อสัตย์ของทางบริษัทก็ได้ออกมาชี้แจงว่าการวัดดังกล่าวจะช่วยตรวจจับสิ่งที่เราเห็นและจะช่วยตรวจจับสิ่งที่เราพลาด ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดีที่จะมีการพูดถึงการวัดด้วยวิธีการอื่น ซึ่งทางบริษัทก็ได้มีการปรึกษากับ EY เพื่อสร้างตัววัดขึ้นมาในช่วงควอเตอร์ที่ 4 ของปีนี้ และจะมีการเปิดเผยมาในช่วงปี 2022

จากนี้ก็ต้องมาดูว่าทางบริษัท Meta จะจัดการกับเนื้อหาที่มีความรุนแรงเช่นนี้อย่างไรเพราะว่ามันจะทำให้สุขภาพจิตของผู้ที่ใช้แพลตฟอร์มนั้นเสียได้อย่างรวดเร็วเลยทีเดียว และจะดึงดูดผู้ใช้งานไปใช้แพลตฟอร์มอื่นที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งานมากกว่า

ภาพจาก Pixabay

ข้อมูลจาก Cnet

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ ทันโลกit  

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Messenger เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ “คุยแชทข้ามแอป”

Messenger

Facebook ก็ได้มีการประกาศการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้กับ Facebook Messenger

อย่างที่ทุกคนรู้กันว่า Facebook นั้นเป็นบริษัทใหญ่ที่ดูแล Instagram ดังนั้นพวกเราจึงได้เห็นฟีเจอร์ต่าง ๆ ของทาง Facebook, Facebook Messenger และ Instagram จะมีลักษณะคล้ายคลึงกันแล้วบางครั้งก็สามารถทำงานร่วมกันได้ ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานนั้นสะดวกสบายมากขึ้นเมื่อต้องการใช้งาน Facebook และ Instagram นั่นเอง

ล่าสุดทาง Facebook ก็ได้มีการประกาศการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้กับ Facebook Messenger และ Instagram เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา โดยเป็นฟีเจอร์ที่ใช้ในการแชทในรูปแบบของ Cross-app Group Chat ซึ่งจะทำให้การทำงานของแอปพลิเคชันทั้ง 2 แอปพลิเคชันนั้นสามารถทำงานร่วมกันได้ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ได้ถูกประกาศออกมาว่าจะทำการตั้งแต่ในช่วงปีที่ผ่านมาแล้ว นอกจากการเพิ่มฟีเจอร์ Cross-app Group Chat ก็ยังได้มีการเพิ่มฟีเจอร์อื่นเข้าไปอีกใน Facebook Messenger และ Instagram

โดยสิ่งที่เพิ่มไปนอกเหนือฟีเจอร์ในการพิมพ์แชทก็คือการเพิ่มธีมห้องแชทให้ผู้ใช้งานได้เลือกเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาของห้องแชทให้มีสีสันที่สวยงามมากโดยธีมใหม่ที่จะถูกเพิ่มเข้าไปแต่มีชื่อว่า “ Cottagecore ” ซึ่งจะมีอิโมจิเป็นรูปเห็ด ขึ้นนอกจากนี้ยังมีการเพิ่มฟีเจอร์ Poll ที่เอาไว้ใช้ในการโหวตเข้าไปใน Instagram Direct Message และ Group Chat

อย่างไรก็ตาม Facebook ก็ยังใส่ใจในเรื่องความเป็นส่วนตัวความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานเช่นเดิม ผู้ใช้งานสามารถกำหนดได้ว่าใครที่จะเข้ามาพูดคุยกับเราได้ โดยการส่ง Messenger Request ถ้าหากว่าไม่ได้มีการส่งคำขอก็จะไม่สามารถพิมพ์แชทหรือว่าโทรหากันได้นั่นเอง และการที่จะใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวได้นั้นผู้ใช้งานจำเป็นที่จะต้องเข้าไปอัปเดต Facebook Messenger เสียก่อนถึงจะสามารถใช้งานฟีเจอร์การพูดคุย Cross-app Group Chat ได้

แล้วแน่นอนว่าตลอดช่วงปีสองปีที่ผ่านมานี้พวกเรานั้นใช้ช่องทางการสื่อสารบนโลกออนไลน์มากขึ้นในการติดต่อหาคนรักเพื่อนสนิทหรือว่าครอบครัวเพราะว่าอยู่ในช่วงที่เราต้องช่วยกันรักษาตัวของตัวเองและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ทาง Facebook จึงได้มีการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่มากมายเพื่อให้ผู้ใช้งานนั้นสนุกกับการใช้งานและการพิมพ์แชทหาเพื่อนๆ ได้ตลอดเวลานั่นเอง เพราะพวกเขารู้ว่าการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญและการติดต่อกันก็เป็นสิ่งที่มนุษย์มักจะทำเป็นประจำนั้นเอง มันทำให้เราหายคิดถึงกันแล้วเจอกันได้ง่ายมากขึ้น

ภาพจาก Pixabay

ข้อมูลจาก Messenger News

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ ทันโลกit  

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Facebook จ่ายเงินให้กับครีเอเตอร์ที่ใช้งาน Live Audio

Facebook

Facebook Live Audio เป็นฟีเจอร์ที่ทาง Facebook ออกมาในช่วงเดือนมิถุนายน

Facebook Live Audio เป็นฟีเจอร์ที่ทาง Facebook ออกมาในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเพื่อแข่งขันกับ ClubHouse โดยมีพื้นฐานของการใช้งานคล้ายคลึงกับแอปพลิเคชันน้องใหม่อย่าง ClubHouse

เพื่อที่จะดึงดูดครีเอเตอร์ให้เข้ามาใช้งานมากขึ้น Mark Zuckerberg ผู้ที่เป็น CEO ของบริษัท Facebook ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Meta ได้สัญญาว่าจะมีการมอบเงินให้กับครีเอเตอร์ ที่เข้ามาสร้างสรรค์ผลงานบน Facebook เป็นจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่ช่วงเวลาดังกล่าวจนถึงช่วงปลายปี 2022 โดยเงินจำนวน 50,000 ดอลลาร์จะถูกแบ่งไปให้กับครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้ามาใช้งาน Facebook Live Audio

Facebook ได้บอกว่าจะมีการจ่ายเงินตั้งแต่ 10,000 ดอลลาร์จนถึง 50,000 ดอลลาร์ต่อการใช้งาน ให้กับครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้ามาใช้งาน Facebook Live Audio โดยทาง Facebook ต้องการให้ครีเอเตอร์มีการเข้าใช้งาน Facebook Live Audio 4 ถึง 6 ครั้งโดยครั้งละประมาณ 30 นาทีเป็นอย่างน้อย โดยฟีเจอร์ Facebook Live Audio สามารถทำได้ทั้งพอดแคสต์ ร้องเพลง และอื่น ๆ ซึ่งวิธีการเข้าใช้งาน Facebook Live Audio ก็สามารถเข้าผ่าน Facebook Live นั่นเอง

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าการที่ Facebook ออกมาจ่ายเงินรางวัลให้กับเหล่าครีเอเตอร์ จะไม่ได้มีการจ่ายให้ทุกคนแต่จะจ่ายให้เฉพาะกับกลุ่มที่สามารถทำผลงานหรือสร้างสรรค์ผลงานได้โดดเด่นจนเป็นที่นิยมในสังคมออนไลน์เพียงเท่านั้น ซึ่งนอกจาก จะจ่ายเงินให้กับครีเอเตอร์ที่อยู่บน Facebook แล้ว ยังมีการจ่ายเงินให้กับครีเอเตอร์ที่อยู่บน Instagram อีกด้วยโดยจะให้เงินรางวัลกับผู้ใช้งานที่ใช้งานฟีเจอร์ Reels และสามารถทำให้คลิปวีดีโอสั้นเป็นที่นิยมได้นั่นเอง

สำหรับบริษัท Meta ที่ประสบความสำเร็จทางด้านการสร้างรายได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาการใช้เงินเข้ามาลงทุนกับครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์เพื่อเป็นการสร้างแพลตฟอร์มให้มีการแข็งแรงมากขึ้นและเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่จะสามารถดึงดูดผู้ใช้งานให้เข้ามาใช้งานได้มากขึ้นโดยเฉพาะกับอาชีพครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ที่มีรายได้จากยอดผู้ชม การโฆษณาและการโปรโมทต่าง ๆ การที่มีเงินรางวัลมอบให้และเป็นเงินรางวัลที่สูงจะสามารถกระตุ้นให้กับกลุ่มคนพวกนี้สร้างสรรค์ผลงานได้ดีมากยิ่งขึ้นและจะช่วยให้แพลตฟอร์มเป็นที่รู้จักมากขึ้นอย่างแน่นอน

ซึ่งวิธีการมอบเงินรางวัลให้กับเหล่าครีเอเตอร์ที่เข้ามาสร้างสรรค์ผลงานภายในแพลตฟอร์มนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ Facebook หรือ Instagram เท่านั้นทาง Tiktok ก็ทำวิธีการนี้ด้วยเช่นเดียวกันโดยการสร้างกองทุนที่มีชื่อว่า “The TikTok Creator Fund” หรือทาง Twitter ที่มี “Spaces accelerator program” การที่มีหลายช่องทางจะทำให้ครีเอเตอร์นั้นกลายเป็นอาชีพที่มีตัวเลือกและมีแนวโน้มว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นอีกในอนาคต

ภาพจาก Pexels

ข้อมูลจาก The Verge

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ ทันโลกit  

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Facebook หยุดการซื้อขายผืนป่าอเมซอน

Facebook

Marketplace ของ Facebook จะมีการขายที่ดินกันด้วย

Facebook นอกจากจะเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารและแชร์เรื่องราวต่าง ๆ แล้ว Facebook ยังเป็นช่องทางในการหาเงินหรือสร้างรายได้ให้กับคนจำนวนมากอีกด้วย โดยใน Facebook นั้นมีฟีเจอร์ Marketplace ที่สามารถให้ผู้ใช้งานนั้นลงขายสินค้าต่าง ๆ ทั้งมือ 1 และมือ 2 ได้ซึ่งก็เป็นการช่วยเหลือให้ผู้ใช้งานนั้นลดต้นทุนและสามารถขายสินค้าออนไลน์ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามใน Marketplace ของ Facebook นั้นก็จะมีกฎระเบียบอยู่ด้วยเช่นเดียวกันโดยสินค้าบางอย่างก็ไม่สามารถนำไปขายได้ยิ่งจะอาจจะผิดกฎหมายนั่นเอง ซึ่งก็ไม่คาดคิดเลยว่าใน Marketplace ของ Facebook จะมีการขายที่ดินกันด้วยซึ่งที่ดินที่ว่านี้ไม่ใช่ที่ดินธรรมดาแต่เป็นที่ดินบริเวณผืนป่าอเมซอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายแน่นอนเพราะว่าบริเวณพื้นป่าอเมซอนนั้นเรียกได้ว่าเป็นผืนป่าที่ใหญ่ที่สุดของโลกจนได้ขนาดนามว่าเป็นปอดของโลกเลยทีเดียวและการขายที่ดินบริเวณดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ทำให้ทาง Facebook ได้มีการเปลี่ยนนโยบายเพื่อป้องกันการซื้อขายที่ดินที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ทั้งใน WhatsApp และ Instagram เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

โดยเป็นการประกาศออกมาทันทีหลังจากที่เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา BBC ได้มีการค้นพบว่าใน Marketplace ของ Facebook นั้นมีคนจำนวนหนึ่งที่โพสต์ขายที่ดินบริเวณผืนป่าอเมซอน โดยที่ดินที่มีการขายนั้นไม่ได้มีการระบุผู้ถือครองที่ดิน ซึ่งทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าบริเวณป่าอเมซอนของบริษัทในประเทศบราซิล

และแน่นอนว่าทาง Facebook คงไม่อยากให้มีการซื้อขายหรือมีการกระทำที่ผิดกฎหมายอยู่บนแพลตฟอร์มของตัวเอง จึงได้ร่างนโยบายออกมาเพื่อให้อยู่ในการดูแลและอยู่ภายใต้ของกฎหมาย โดยหลังจากที่ได้มีการค้นพบจากสื่อ BBC ทาง Facebook ก็ได้บอกกับ BBC ว่า พวกเขาได้กำหนดรายการสิ่งที่ไม่สามารถนำมาวางขายได้เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจะเป็นสัตว์เลี้ยงผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงหรือว่าที่ดินที่อยู่ในการดูแลและอนุรักษ์ ซึ่งทางนี้ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ดีมากของทาง Facebook

ตลอดช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมานี้บริษัท Facebook เรียกว่าแทบจะไม่มีข่าวดีผ่านเข้ามาเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นข่าวสื่อสังคมออนไลน์มีผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็กวัยรุ่นหญิง, ระบบของ Facebook ล่มเป็นระยะเวลา 6 ชั่วโมง แถมยังโดนแฉว่า Facebook นั้นหวังผลกำไรมากกว่าที่จะจัดระเบียบสังคมออนไลน์ให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน เรียกได้ว่าแต่ละข่าวนั้นเป็นมรสุมที่ทาง Facebook ต้องเผชิญเลยก็ว่าได้

ภาพจาก Pixabay

ข้อมูลจาก The Verge

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ เทคโนโลยีรอบโลก 
เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Facebook แบนคอนเทนต์เกี่ยวกับ sex

Facebook

Facebook ได้มีประกาศออกมาว่าจะมีการลบคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเพศ

เมื่อวันพุธที่ผ่านมาทาง Facebook ได้มีประกาศออกมาว่าจะมีการลบคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเพศสืบค้นหา 18 + ตามนโยบายเกี่ยวกับการบุลลี่และการคุกคาม เพื่อปกป้องผู้ใช้งานไม่ให้ถูกบูลลี่หรือถูกคุกคามทางเพศบนสื่อสังคมออนไลน์

โดยการลบเนื้อหาที่เกี่ยวกับเรื่อง 18+ นั้นจะมีการลบตั้งแต่โปรไฟล์, กลุ่ม รวมไปถึงกิจกรรมที่มีแนวโน้มเกี่ยวกับเรื่องเพศด้วย โดยทาง Facebook ออกมาบอกว่าสาเหตุที่ต้องทำการลบคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศนั้นเป็นการป้องกันการถูกทำร้าย ถูกคุกคามและการบุลลี่ต่าง ๆ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนผู้ที่เป็นบุคคลสาธารณะอย่างดาราคนดัง, นักการเมือง และครีเอเตอร์ กลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่เป็นหน้าเป็นตาให้กับสังคมดังนั้นถ้าเกิดเรื่องที่ไม่ดีขึ้นก็อาจจะส่งผลกระทบต่อพวกเขาได้นั่นเอง

ซึ่งการประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการที่ Facebook ถูกขอให้ถูกตรวจสอบจาก whistleblower Frances Haugen ผ่านสภาคองเกรส โทรกลับเรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้งานไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพจิตเรื่องใดๆ ก็ตามซึ่งในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมามี Facebook รวมไปถึง Instagram ที่เป็นแอปพลิเคชันที่อยู่ภายใต้การดูแลของ Facebook นั้น ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้งาน แถมยังถูกกล่าวหาว่าบริษัท Facebook นั้นสนใจกำไรมากกว่าคนจำนวนมาก ทำให้ทาง Facebook รวมไปถึง Instagram นั้นเร่งพัฒนาระบบให้มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานให้ได้มากที่สุดโดยเฉพาะกับกลุ่มวัยเด็กและเยาวชน

ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในเร็ว ๆ นี้ทำให้ความกังวลนี้ยังคงอยู่ต่อไป ปีนี้ถือได้ว่าเป็นปีที่ยากลำบากของ Mark Zuckerberg รวมไปถึง Facebook และ Instagram เลยทีเดียวที่จะต้องออกมาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามามากมายในช่วงปลายปี

สำหรับในเรื่องของสื่อสังคมออนไลน์นั้นมันเป็นโลกที่ไม่มีพรมแดนทำให้มีเนื้อหามากมายถูกเปิดเผยบนพื้นที่แห่งนี้และบางเนื้อหาก็มีความไม่เหมาะสมและก็ไม่ได้ถูกระงับโดยสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ผู้ที่ใช้งานจำเป็นที่จะต้องใช้วิจารณญาณในการติดตามเนื้อหาต่าง ๆ บนโลกสังคมออนไลน์นั่นเอง นอกจากนี้ยังต้องรับมือกับบุคคลมากมายบนโลกออนไลน์ด้วยซึ่งบางคนก็เป็นคนที่ไม่รู้จักทำให้การรับมือกับพวกเขาเป็นเรื่องที่ยากลำบาก บางคนเข้ามาเพื่อมาปั่นป่วนหรือเข้ามาแกล้งและบางคนก็เข้ามาเพื่อคุกคาม ทำให้สื่อสังคมออนไลน์นั้นกลายเป็นสังคมที่ไม่ได้เป็นมิตรต่อผู้ใช้งานมากเท่าที่ควร ซึ่งหลาย ๆ แพลตฟอร์มก็กำลังพัฒนาให้สื่อสังคมออนไลน์ของตัวเองนั้นเป็นมิตรต่อผู้ใช้งานให้ได้มากที่สุด แต่ก็คงจะต้องใช้เวลาอีกสักพักหนึ่งเลยทีเดียว

ภาพจาก Pexels

ข้อมูลจาก The Verge

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ ทันโลกit  

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook