Swiggy เข้าซื้อกิจการ Dineout ในราคา 200 ล้านดอลลาร์

Swiggy เข้าซื้อกิจการ Dineout ในราคา 200 ล้านดอลลาร์

                Swiggy บริษัทส่งอาหารยักษ์ใหญ่ของอินเดียเข้าซื้อกิจการ Dineout ในราคา 200 ล้านดอลลาร์ Swiggy ได้รวบรวมผู้ใช้หลายล้านคนในอินเดีย ช่วยพวกเขาสั่งอาหารและของชำออนไลน์ในประเทศ สตาร์ทอัพที่เปิดทำการมานาน 7 ปี ซึ่งเป็นเทคโนโลยีด้านอาหารที่ทรงคุณค่าที่สุดของอินเดีย

กำลังมองหาการเข้าถึงผู้ที่ออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน การเริ่มต้นที่มีสำนักงานใหญ่ในเบงกาลูรูกล่าวเมื่อวันศุกร์ว่าได้บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับกลุ่ม บริษัท Times Internet ของอินเดียเพื่อซื้อ Dineout ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีการรับประทานอาหารนอกบ้านและร้านอาหารยอดนิยม โดย Swiggy เข้าซื้อกิจการ Dineout อย่างเป็นทางการ

ไม่มีการเริ่มต้นใดที่แบ่งปันเงื่อนไขทางการเงินของการเข้าซื้อกิจการ แต่แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ว่าข้อตกลงมีมูลค่า Dineout อยู่ที่ 200 ล้านดอลลาร์และเป็นข้อตกลงทั้งหมด Dineout เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องบริการจองโต๊ะและจัดงานอีเวนต์ ได้สร้างเครือข่ายพันธมิตรร้านอาหารกว่า 50,000 แห่งในประเทศ การเริ่มต้นสร้างรายได้จากการขายสมาชิกรายปีให้กับร้านอาหารและลูกค้า และผ่านโซลูชันการชำระเงินแบบเรียกเก็บเงิน

ผู้ก่อตั้งทั้งสี่รายของ Dineout ได้แก่ Ankit Mehrotra, Nikhil Bakshi, Sahil Jain และ Vivek Kapoor จะเข้าร่วมกับ Swiggy หลังการเข้าซื้อกิจการ และแพลตฟอร์มดังกล่าวจะยังคงทำงานเป็นแอปอิสระต่อไป ทั้งสองบริษัทกล่าว

ด้วยการซื้อกิจการ Swiggy จะสามารถเข้าสู่ธุรกิจการรับประทานอาหารนอกบ้าน ซึ่งเป็นประเภทที่ Zomato คู่แข่งสำคัญของบริษัทได้เข้ามามีบทบาทมาหลายปีแล้ว และเป็นปัจจัยเดียวที่สร้างความแตกต่างให้กับบริษัทจดทะเบียนซึ่งมูลค่าตามราคาตลาดลดลง ประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา Swiggy ซึ่งมีมูลค่าล่าสุดอยู่ที่ 10.7 พันล้านดอลลาร์ เพิ่งซื้อหุ้นในแพลตฟอร์ม Rapido สำหรับจักรยานและแท็กซี่ รวมถึง UrbanPiper ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการจัดการร้านอาหารที่ได้รับการสนับสนุนจาก Zomato

Sriharsha Majety ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารของ Swiggy กล่าวว่า “Dineout เป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคและร้านอาหาร Times Internet และทีมผู้ก่อตั้งควรได้รับเครดิตสำหรับผลกระทบการเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาได้รับจากประสบการณ์การรับประทานอาหารนอกบ้านผ่านผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และพันธมิตรร้านอาหารที่มีให้เลือกมากมาย การเข้าซื้อกิจการจะช่วยให้ Swiggy สามารถสำรวจการทำงานร่วมกันและนำเสนอประสบการณ์ใหม่ในหมวดการใช้งานระดับสูง”

ซึ่ง Dineout ก่อตั้งขึ้นในปี 2555 และถูกซื้อกิจการโดย Times Internet ในอีกสองปีต่อมา ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Dineout ใช้เงินไปประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ในการเริ่มต้น

“เราภูมิใจกับผลกระทบเชิงบวกที่ Dineout สร้างขึ้นสำหรับผู้บริโภคและร้านอาหาร ช่วยปรับปรุงและปรับปรุงประสบการณ์การรับประทานอาหารนอกบ้าน Swiggy + Dineout เป็นการผสมผสานที่ทรงพลัง และเรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ร่วมมือกับ Swiggy ในขณะที่เรายังคงมองหาวิธีที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า” Satyan Gajwani รองประธาน Times Internet กล่าวในแถลงการณ์

Tag :  เทคโนโลยี, Swiggy, สตาร์ทอัพ

Source : https://techcrunch.com/2022/05/13/indian-food-delivery-giant-swiggy-is-acquiring-dineout/

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ เทคโนโลยีรอบโลก 
เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Tesla ถูกตรวจสอบ

Tesla

Tesla ถูกตรวจสอบ เล่นเกมขณะขับรถ

รถยนต์ Tesla  เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆของโลกเลยทีเดียวซึ่งจุดเด่นของมันนั้นก็คือฟังก์ชั่นที่หลากหลายภายในรถยนต์นะว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะหรือว่าจะเป็นการเล่นเกมส์บนรถยนต์ซึ่งได้ถูกอัพเดทมาเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมาโดยมีการจับมือกับบริษัท AMD  บริษัทที่พัฒนาการ์ดจอและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเล่นเกม การที่บริษัท Tesla จับมือกับบริษัท AMD  ทำให้รถยนต์ของ Tesla ในบางรุ่นนั้นสามารถเล่นเกมระดับ AAA ตัวอย่างเช่นเกม Cyberpunk 2077 ซึ่งการที่มีเทคโนโลยีเช่นนี้ทำให้ผู้ที่ใช้รถยนต์ Tesla นั้นสามารถใช้รถยนต์เป็นแหล่งบันเทิงได้เลยทีเดียว

แต่ก็ดูเหมือนว่าการพัฒนาให้รถยนต์ให้เป็นแหล่งบันเทิงและสามารถเล่นเกมได้จะสร้างความกังวลให้กับหลาย ๆ ฝ่าย ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้รัฐบาลของสหรัฐอเมริกาได้มีการประกาศว่าพวกเขากำลังตรวจสอบรถยนต์ Tesla จำนวนครึ่งหนึ่ง ซึ่งได้รับการเรียกร้องมาจาก NHTSA ( National Highway Traffic Safety Administration ) โดยมีการเรียกร้องตั้งแต่ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับผู้ขับขี่รถยนต์ Tesla สามารถใช้งาน Web Browser และเล่นเกมขณะที่กำลังขับรถได้ แม้ว่าฟังก์ชันในการเข้าถึงสื่อบันเทิงต่าง ๆ ที่อยู่บนรถยนต์ Tesla จะอนุญาตให้เพียงแค่ผู้โดยสารภายในรถยนต์เข้าถึงเท่านั้นแต่อย่างไรก็ตามผู้ขับขี่ก็มีสิทธิ์เข้าถึงด้วยเช่นเดียวกัน และด้วยเหตุนี้ก็อาจจะทำให้ผู้ขับขี่ไม่มีสมาธิในการขับขี่และเกิดอุบัติเหตุได้ 

รถยนต์ของ Tesla จำนวนกว่า 580,000 คันจะถูกตรวจสอบจาก ODI (Office of Defects and Investigations) โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นรถยนต์ในรุ่น Model 3, Model S, และ Model X ถูกผลิตในช่วงปี 2017 จนถึง 2022 โดยจะเป็นการตรวจสอบในเรื่องของการเข้าถึงสื่อบันเทิงภายในรถยนต์สำหรับผู้โดยสารและผู้ขับขี่เพื่อลดโอกาสการที่จะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

ถึงแม้ว่า Tesla จะอนุญาตให้ผู้โดยสารสามารถที่จะเล่นเกมในช่วงที่รถยนต์จอดได้ก็ตามทีแต่ว่าหลังจากที่มีการอัพเดทใหม่ผู้โดยสารสามารถเล่นเกม Sky Force Reloaded, Solitaire, และ The Battle of Polytopia ในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ได้  และถึงแม้ว่าการอัพเดทดังกล่าวจะเป็นการอัพเดทให้กับผู้โดยสารเพียงเท่านั้นแต่ว่าผู้ขับขี่ก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ด้วยเช่นเดียวกัน 

ในปีนี้รถยนต์ของ Tesla กลายเป็นที่ถูกพูดถึงในเรื่องความปลอดภัยอยู่บ่อยครั้งนับตั้งแต่การเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าบริษัทจะมีการทดสอบความปลอดภัยในการขับขี่ก็ตามทีแต่ว่าทั้งหมดนั้นก็ต้องอยู่กับผู้ขับขี่เองด้วยว่าจะขับขี่ได้ปลอดภัยมากเพียงไหน และด้วยการมีสื่อบันเทิงบนรถยนต์ทำให้ความปลอดภัยในการขับขี่อาจจะลดน้อยลงอีก หลังจากการตรวจสอบครั้งนี้ก็คงจะทำให้บริษัท Tesla มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่

ภาพ Screenshot จาก Cnet

ข้อมูลจาก Gamerant  

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ เทคโนโลยีรอบโลก 
เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Taste the TV เทคโนโลยีลิ้มรสอาหาร

Taste the TV

Taste the TV เทคโนโลยีลิ้มรสอาหารเพียงปลายลิ้นสัมผัส

ในเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีของทวีปเอเชียประเทศแรกที่ต้องยกให้เลยก็คือประเทศญี่ปุ่น เพราะว่าเป็นประเทศที่พัฒนาเทคโนโลยีได้ก้าวล้ำสมัยเป็นอย่างมากเลยทีเดียว หลายต่อหลายปีแล้วที่เราได้เห็นประเทศญี่ปุ่นพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆออกมาให้เราได้รู้สึกตื่นตาตื่นใจกัน ซึ่งนอกจากจะสร้างความตื่นตาตื่นใจแล้วเทคโนโลยีที่ประเทศญี่ปุ่นยังสามารถนำมาใช้ได้จริงอีกด้วย เราจึงได้เห็นว่าประเทศญี่ปุ่นมักจะใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่นการทำงานของคนอยู่ทั่วทุกพื้นที่ ล่าสุดก็ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ออกมาอีกแล้วโดยเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นเทคโนโลยีลิ้มรสอาหารผ่านหน้าจอทีวีโดยมีชื่อเทคโนโลยีว่า “Taste the TV” 

Taste the TV เทคโนโลยีที่ทำให้ผู้คนสามารถลิ้มรสอาหารที่แสดงอยู่บนหน้าจอทีวีได้จริงซึ่งในตอนนี้ถูกออกแบบมาเป็นแบบ Prototype โดยเทคโนโลยีดังกล่าวได้ถูกพัฒนาโดยศาสตราจารย์ชาวญี่ปุ่น ภายในทีวีจะมีสเปรย์รสชาติ 10 รสด้วยกันโดยมันจะสามารถผสมผสานกันเป็นรสชาติของอาหารได้ โดยเมื่อมีการผสมรสชาติเสร็จแล้วรสชาติที่ถูกผสมก็จะออกมาบริเวณหน้าจอ ซึ่งเป็นหน้าจอที่สะอาดและถูกหลักอนามัย 

ศาสตราจารย์ Homei Miyashita ที่เป็นผู้สร้าง Taste the TV ได้บอกถึงเป้าหมายในการสร้างเทคโนโลยีนี้ด้วยว่า “ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิดคนส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้นพบปะสังสรรค์กันน้อยลง เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้คนสามารถลิ้มรสอาหารที่อยู่ในร้านอาหารต่างประเทศได้โดยที่ตัวเองนั้นไม่ต้องเดินทางไป”

ศาสตราจารย์ Homei Miyashita ร่วมมือกับนักเรียนของเขาจำนวน 30 คนในการพัฒนารสชาติที่อยู่ในเทคโนโลยี  Taste the TV และตัวของเขาก็ใช้เวลาพัฒนาเทคโนโลยีนี้ที่เป็นเทคโนโลยีต้นแบบเป็นเวลามากกว่า 1 ปี และสำหรับการสร้างเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ Taste the TV จะมีราคาอยู่ที่ 100,000 เยน 

ซึ่งเทคโนโลยีนี้อาจจะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถใช้ในการเรียนออนไลน์ได้สำหรับนักเรียนที่เรียนทำอาหาร หรือใช้ในเกมโชว์ที่มีการทำอาหารได้นั่นเอง 

Taste the TV เป็นเทคโนโลยีที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมได้อย่างแน่นอนและที่สำคัญเป็นเทคโนโลยีแปลกใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยทีเดียว ซึ่ง Taste the TV จะสามารถนำมาใช้งานได้จริงในอนาคตได้ไหมก็ต้องมาติดตามชมกันเพราะว่าในช่วงของการแพร่ระบาดของโรคโควิด การที่ใช้วิธีการเลียหน้าจอเพื่อรับรสชาติของอาหารอาจจะเป็นวิธีที่เสี่ยงเกินไป ซึ่งถ้าอยากจะให้ปลอดภัยจริง ๆ ก็คงจะต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อทำความสะอาดหน้าจอด้วย 

ภาพ Screenshot จาก Global News

ข้อมูลจาก The Guardian

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ เทคโนโลยีรอบโลก 
เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

iPhone นวัตกรรมเปลี่ยนโลก

iPhone

iPhone นวัตกรรมเปลี่ยนโลกเกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว

ในช่วงที่เราใช้โทรศัพท์ที่เป็นปุ่มกดเราคงไม่มีทางคิดถึงได้เลยว่าในปัจจุบันนี้โทรศัพท์ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารหรือส่งข้อความจะเปลี่ยนแปลงไปได้มากมายถึงขนาดนี้ ในปัจจุบันนี้โทรศัพท์ปุ่มกดแล้วแทบจะไม่เห็นกันแล้วบริษัทส่วนใหญ่หันมาใช้โทรศัพท์ที่เป็นระบบสัมผัส ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำมากกว่าสามารถทำประโยชน์ได้มากกว่าไม่ว่าจะเป็นใช้ในการติดต่อสื่อสาร เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต นำทาง หรือแม้แต่ในเรื่องของความบันเทิง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของโทรศัพท์จากปุ่มกดมาเป็นโทรศัพท์ที่ใช้ระบบสัมผัสเกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว

ในวันที่ 9 มกราคมปี 2550 ผู้ชายที่มีชื่อว่า Steve Jobs  ได้เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบไปโดยสิ้นเชิงโดยการเปิดตัวโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่มีชื่อว่า iPhone รุ่นแรก ในตอนนั้นเพียงแค่เราได้เห็นโทรศัพท์เปลี่ยนจากปุ่มกดเป็นระบบสัมผัสเราก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจมากแล้วแต่นี่ยังสามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตและทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิมขึ้นไปอีก ที่สำคัญเลยก็คือ iPhone เปลี่ยนให้บริษัทหลายๆบริษัทหันมาใช้เทคโนโลยีระบบสัมผัสด้วยปลายนิ้วแทนที่จะใช้ปุ่มกดในโทรศัพท์มือถือ และทำให้ทั้งโลกตอนนี้รู้จักสมาร์ทโฟน นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันบริษัท Apple ก็ได้มีการพัฒนา iPhone มาทั้งหมด 13 รุ่น ด้วยความที่ Apple สามารถดึงสำลีใหม่ๆเข้ามาใน iPhone รุ่นใหม่ๆได้ทำให้ iPhone ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องถึงแม้ว่า Steve Jobs จะไม่ได้อยู่แล้วก็ตามที

ในวันแรกที่ Steve Jobs เปิดตัว iPhone รุ่นแรกนั้นบริษัท Apple มีมูลค่าของบริษัทอยู่ที่ 

174.03 พันล้านเหรียญสหรัฐ และด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและออกเทคโนโลยีใหม่ๆให้ผู้บริโภคได้ใช้งานกันอย่างสม่ำเสมอในทุก ๆ ปีทำให้บริษัท Apple ในปัจจุบันนี้มีมูลค่ามากกว่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็นที่เรียบร้อย เรียกว่าเป็นบริษัทที่เติบโตอย่างรวดเร็วมากเลยทีเดียว 

เมื่อมาเทียบเนื้อเรื่องของราคา iPhone รุ่นดั้งเดิมนั้นมีราคาอยู่ที่ 499 เหรียญสหรัฐสำหรับเครื่องความจำ 4 GB  แต่ในปัจจุบันนี้ iPhone 13 Pro Max ที่เป็นโทรศัพท์ที่ทันสมัยมากที่สุดมีราคาอยู่ที่ 1099 เหรียญสหรัฐสำหรับ 256 GB  เรียกว่าราคาต่างกันมากมหาศาล

โทรศัพท์ iPhone จะเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมของโลกแล้วยังทำให้เกิดเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ ๆอีกมากมายเลยทีเดียวในรูปแบบของแอปพลิเคชัน ในตอนนั้นเรายังไม่รู้จัก Facebook Instagram หรือว่า Twitter เลยด้วยซ้ำ การมาถึงของ iPhone ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้เกิดขึ้นมามากมาย  ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้เกิดขึ้นมามากมาย เรียกว่าโทรศัพท์ iPhone เป็นจุดกำเนิดที่ทำให้ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีนั้นก้าวล้ำทันสมัยมากขึ้นและการติดต่อสื่อสารเป็นเรื่องง่ายมากขึ้นจริง ๆ

ภาพจาก Pixabay

ข้อมูลจาก Cnet 

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ เทคโนโลยีรอบโลก 
เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

DART จรวสำหรับการทดลองเปลี่ยนวงโคจรของดาวเคราะห์น้อย

DART

DART จรวดลำแรกสำหรับการทดลองเปลี่ยนวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยออกปฏิบัติภารกิจแล้ว 

NASA บอกเรายังปลอดภัยกันดีอยู่ในอนาคตอันไกลไม่มีดาวมฤตยูดวงได พุ่งเข้าชนโลกแน่นอน แต่เอ๊ะ! ทำไมต้องรีบทดลองยานกู้ภัยที่ใช้แปลี่ยนวงโคจรดาวเคราะห์น้อย

เคยมีหนังในอดีตที่โด่งดังสุดๆชนิดกวาดรายได้ทั่วโลกหสายเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องอุกกาบาตชนโลก อย่างเช่น Deep Impact ปี 1998 ที่อุกกาบาตชนโลกจนแทบทำให้สูญสิ้นมนุษยชาติ ทำเงินไปได้ 349 ล้านเหรียญ USD

แล้วก็ยังมีเรื่องที่โด่งดังอีกเรื่องในปีเดียวกัน Armageddon ที่ทำเงินทั่วโลกไปได้ 553 ล้านเหรียญ USD ที่ว่าด้วยทีมฮีโร่นอกคอกที่เดินทางไประเบิดอุกกาบาตก่อนที่มันจะพุ่งชนโลก

จะว่าเรื่องพวกนี้ไม่มีเค้าไม่มีมูลเลยก็คงไม่ได้เพราะว่า ถัดมาอีก 7 ปี ในปี 2005 NASA เองก็ยืมชื่อหนังดัง Deep Impact มาทำเป็นชื่อของ ภารกิจส่งยานอวกาศแบบไร้คนขับไปสำรวจดาวหาง  Tempel 1 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ยาวที่สุด 7.6 กิโลเมตร มันใช้เวลาวิ่งวนรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบเป็นเวลา 5 ปีกว่าๆ

แม้ว่าโครงการนี้จะบอกว่าเพื่อศึกษาโครงสร้างและทีมาที่ไปของดาวหาง แต่ชื่อของโครงการก็ชวนให้คิดถึงหนังเหลือเกินและพลอยสงสัยว่า NASA ก็แอบกังวลเรื่องนี้หรือเปล่า 

จนมาถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2021 ที่ผ่านมา NASA ก็ได้เผยว่าได้ปล่อยจรวด DART ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง NASA กับ Space X ของอีลอน มัสก์ ในภารกิจการทดลองเต็มรูปแบบในเทคโนโลยีที่จะช่วยปกป้องโลกจากภัยอวกาศ ชื่อเต็มๆของจรวดที่เป็นชื่อภารกิจด้วยของ DART  ก็คือ Double Asteroid Redirection Test

หรือการทดลองเปลี่ยนวงโคจรของอุกกาบาตคู่ ซึ่งก็หมายถึงภารกิจที่ยานลำนี้จะมุ่งหน้าไปเปลี่ยนวงโคจรของ Dimorphos  ที่เป็นดวงจันทร์ในกลุ่มดาวเคราะห์น้อย 65803 Didymos ที่วงโคจรห่างจากโลกเราออกไปประมาณมากกว่า 5 ล้านกิโลเมตรเป็นอย่างน้อย ขนาดของ Dimorphos หรืออีกชื่อคือ Didymos B มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 160 เมตร วิ่งวนอยู่รอบ Didymos A ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 780 เมตร โดยยาน DART ถูกตั้งภารกิจให้พุ่งชน Dimorphos ที่ความเร็ว 15,000 ไมล์ต่อชั่วโมง ในช่วงระหว่างวันที่ 26 กันยายน ถึง 1 ตุลาคม 2022 เพื่อเปลี่ยนวงโคจรของมันให้เข้าใกล้กันมากขึ้น ทำให้จากเดิมที่ใช้เวลา 11.5 ชั่วโมงในการวนหนึ่งรอบ Didymos A จะสั้นลงประมาณ 10 นาที

แม้ว่านี่จะดูเป็นภารกิจที่เปลี่ยนแปลงวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยเพียงเล็กน้อย แต่นี่ก็คือภารกิจของจริงครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่จะทำการทดลองอะไรแบบนี้ 

สิ่งที่หลายคนกังวลคือการไปเปลี่ยนแปลงวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยแบบนี้จะทำให้เกิดผลลัพธ์อะไรตามมาถึงโลกเราหรือเปล่า NASA บอกว่ามันจะไม่มีผลเสียอะไรเลยกับเรา เพราะว่า 65803 Didymos อยู่ห่างจากเรามากจนไม่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปัญหาในภายหลัง

ฟังอย่างนี้แล้วก็คงสบายใจแบบไม่ค่อยทั่วท้องเท่าไหร่นัก เพราะแม้ว่า NASA กับองค์กรอวกาศทั่วโลกจะออกมายืนยันว่าไม่มีปัญหา ไม่มีเคส ที่จะมีอันตรายใดๆในอนาคตอันใกล้ แต่การขยับจริงจังของ NASA ก็ต้องถือว่าน่าสนใจ ยิ่งมีข่าวยืนยันแน่ชัดจาก NASA ว่าใน วันศุกร์ที่ 13 เมษายน ปี 2029 ดาวเคราะห์น้อย 99942 Apophis ขนาด 340 เมตรพลังทำลายล้างนิวเคลียร์เป็นร้อยลูกจะผ่านโลกแบบใกล้ชิในระยะ 31,000 กิโลเมตร ถ้าถามว่าใกล้แค่ไหนก็ต้องบอกว่าดาวเทียมที่โคจรรอบโลกอยู่ในระยะ 36,000 กิโลเมตร เท่านั้น

เรียกว่าเฉียดฉิวชนาดนี้ ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าที่ NASA ต้องเร่งทดสอบโครงการเพราะเกรงว่าอาจมีปัจจัยอื่นๆที่ทำให้ 99942 Apophis กลายเป็นภัยร้ายหรือไม่ ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้จะได้เห็นทีมฮีโร่ตัวจริงอย่างที่เกิดในหนังจนต้องมีภารกิจ Armageddon  ต่อจาก Deep Impact

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ เทคโนโลยีรอบโลก 
เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

ประเทศอังกฤษเพิ่มการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

อังกฤษ

ประเทศอังกฤษตั้งเป้าจะเปลี่ยนรถยนต์ที่ขับขี่บนท้องถนนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าให้หมดภายในปี 2030

หลังจากที่มีการประชุม COP26 ซึ่งเป็นการประชุมของสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกนั้นหลาย ๆ ประเทศก็เริ่มมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในประเทศ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศของโลกให้ได้มากที่สุดและ 1 ประเทศที่ดูเหมือนจะออกมาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วนั่นก็คือประเทศอังกฤษ

ประเทศอังกฤษที่นำโดยนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันมีการตั้งเป้าว่าจะเปลี่ยนรถยนต์ที่ขับขี่บนท้องถนนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าให้หมดภายในปี 2030 และได้มีการออกกฎหมายใหม่เพื่อจัดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าไปทั่วทั้งประเทศโดยในแต่ละปีจะมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าติดตั้งใหม่เป็นจำนวน 145,000 สถานี โดยในปัจจุบันนี้สหราชอาณาจักรได้มีสถานีชาร์จเป็นจำนวน 25,000 สถานี โดยมีความต้องการที่ปรับเพิ่มขึ้น 10 เท่าภายในปี 2030 โดยกฎหมายกำหนดไว้ว่าอาคารที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่จำเป็นที่จะต้องมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจากกฎหมายดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรถยนต์ใช้น้ำมันเป็นรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2030 นั่นเอง และกฎหมายดังกล่าวจะช่วยให้การชาร์จพลังงานรถยนต์ไฟฟ้าเป็นไปได้ง่ายเหมือนกับการเติมน้ำมันดีเซล

ซึ่งจากแนวทางนี้ทำให้ในประเทศสหราชอาณาจักรอัตราการขายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นโดย 10 เปอร์เซ็นต์จากการขายรถยนต์ทั้งหมดในปี 2020 เป็นรถยนต์ไฟฟ้า เพิ่มขึ้นจากปี 2018 เป็นจำนวน 2.5% 

อย่างไรก็ตามเป้าหมายที่จะเปลี่ยนรถยนต์ใช้น้ำมันเป็นรถยนต์ไฟฟ้าให้หมดภายในปี 2030 ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายมากมายขนาดนั้นเพราะว่าสำหรับครอบครัวที่มีรายได้ระดับกลางจนถึงระดับต่ำภายในประเทศก็อาจจะไม่สามารถซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อมาใช้งานได้ในอนาคต 

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจจะไม่ช่วยให้โลกของเราดีขึ้นในระยะสั้นแต่ในระยะยาวแล้วก็จะช่วยได้ และเป็นการช่วยให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะต้องอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปและได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง

นอกจากประเทศอังกฤษแล้วในตอนนี้บริษัทรถยนต์หลาย ๆ บริษัทก็เริ่มจะมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นไม่ว่าจะเป็น Jaguar และ Volvo ที่มีแผนที่จะเปลี่ยนรถยนต์ทั้งหมดเป็นรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ในปี 2025 จนถึง 2030 รวมไปถึง Ford ที่ตั้งเป้าว่าจะมีการขายรถยนต์เป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในทวีปยุโรปในปี 2035 

รถยนต์ไฟฟ้าหรือว่าเป็นทางออกที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่หลาย ๆ ประเทศนั้นมีความเห็นคล้อยตามกัน เราพร้อมจะเปลี่ยนแปลงรถยนต์ภายในประเทศให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นด้วยซึ่งในประเทศไทยก็มีแผนนี้เช่นเดียวกันแต่ก็ต้องมาดูว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรถยนต์ใช้น้ำมันเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในปีไหนกันแน่

ภาพจาก Pexels

ข้อมูลจาก BBC 

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ เทคโนโลยีรอบโลก 
เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Amazon เปิดตัวหุ่นยนต์ Astro แต่ทีมผู้พัฒนาไม่ปลื้ม

Astro

Astro เป็นหุ่นยนต์ที่ล้ำสมัยมากรอนอกจากจะอำนวยความสะดวกภายในบ้าน

เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 28 หรือช่วงเช้าของวันที่ 29 กันยายน กันยายน บริษัท Amazon ได้มีการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ขึ้นภายในงาน Event ที่จัดขึ้น โดยเทคโนโลยีใหม่ที่พวกเขาได้เปิดตัวเป็นหุ่นยนต์จะคอยเฝ้าดูแลบ้านรวมไปถึงอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานโดยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ตัวนี้มีชื่อว่า “ Astro

Astro เป็นหุ่นยนต์ที่ล้ำสมัยมากรอนอกจากจะอำนวยความสะดวกภายในบ้านแล้วยังสามารถรับคำสั่งเสียงรวมถึงดูแลความปลอดภัยต่าง ๆ ภายในบ้านในขณะที่ผู้ใช้งานไม่อยู่บ้านได้อีกด้วยโดยเปิดตัวมาในราคา 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดีแต่ดูเหมือนว่าทางผู้พัฒนาและหลายคนนั้นไม่ปลื้มกับหุ่นยนต์ Astro

โดยหนึ่งในทีมผู้พัฒนาได้ออกมาออกความเห็นว่า “ มันเป็นหายนะมันยังไม่พร้อมที่จะถูกเปิดตัว” และอีกหลาย ๆ คนบอกว่า “เป็นเรื่องที่แย่มาก ๆ ” และการที่ Astro นั้นจะสามารถช่วยดูแลผู้สูงอายุได้นั้นก็เป็นเรื่องที่ฟังดูแล้วเกินความเป็นจริง ที่สำคัญเลยจากข้อมูลหุ่นยนต์ตัวนี้ไม่มีปัญหากับพื้นที่ที่ไม่ราบเรียบเช่นบันไดและเมื่อเจอบันไดหุ่นยนต์ตัวนี้อาจจะตกบันไดก็เป็นได้ ยิ่งไปกว่านั้นมันมีความเปราะบางและอุปกรณ์บางส่วนนั้นก็ชำรุด และการที่หุ่นยนต์ตัวเล็กนั้นอาจจะทำให้เกิดความเสียหายได้ง่ายจากเด็กหรือว่าสัตว์เลี้ยง

ซึ่งหลังจากที่บทความดังกล่าวได้ถูกเปิดเผยมาในสื่อเทคโนโลยีชื่อดังอย่าง The Verge ทาง Amazon ก็ได้ส่งข้อความมาบอกกับทางสื่อว่า ข้อมูลดังกล่าวที่ได้ถูกเปิดเผยมานั้นเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นปัจจุบันและก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของหุ่นยนต์ Astro ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามในคลิปวิดีโอที่ทาง Amazon ได้มีการเปิดตัว Astro ก็แสดงให้เห็นว่าหุ่นยนต์ Astro ทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน และทาง Amazon ก็คงไม่นำเทคโนโลยีใหม่ออกมาเปิดตัวอย่างแน่นอนถ้าหากไม่ได้มีการทดลองให้แน่ชัดก่อนว่าหุ่นยนต์และมีความปลอดภัยจริง

ที่สำคัญเลย Astro ไม่ได้เป็นเพียงแค่หุ่นยนต์ที่จะคอยดูแลและอำนวยความสะดวกเพียงเท่านั้นหุ่นยนต์ตัวนี้สามารถเป็นเพื่อนเล่นได้อีกด้วย ซึ่งก็คงจะคลายเหงาให้กับผู้ใช้บริการได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

จากหุ่นยนต์ Astro แล้ว ภายในงาน Amazon Event ยังมีการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ ๆ อีกมากมาย ที่ใช้อำนวยความสะดวกภายในครัวเรือนซึ่งสามารถไปติดตามได้ที่ Amazon News

ในอนาคตอันใกล้เราคงจะได้เห็นมนุษย์นั้นอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีมากขึ้นอย่างแน่นอนเพราะในปัจจุบันนี้หลายๆ บริษัทชั้นนำของโลกที่เป็นบริษัทเทคโนโลยีต่างพากันเดินหน้าออกเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อมาอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคมากขึ้น และการเข้าถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ นั้นก็จะทำให้ชีวิตของเรานั้นสะดวกสบายมากขึ้นนั่นเอง

ภพ screenshot จาก amazon 

ข้อมูลจาก The Verge

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ เทคโนโลยีรอบโลก 
เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

เมืองนิวยอร์คแบนรถยนต์ใช้น้ำมันในปี 2035

เมืองนิวยอร์ค

เมืองนิวยอร์คในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีแผนการที่จะลดอัตราการใช้งานรถที่ใช้พลังงานน้ำมัน

ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันนี้โลกของเรากำลังเดินหน้าเข้าสู่วิกฤตที่ใหญ่กว่าโควิดนั่นก็คือภาวะโลกร้อนที่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะแก้ไขปัญหาไม่ทันเสียแล้ว นับตั้งแต่โลกของเราได้เดินทางเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมและมีเทคโนโลยีเข้ามารวมถึงประชากรของโลกเพิ่มขึ้นทำให้อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และโลกของเรามีค่าเฉลี่ยที่จะร้อนขึ้นทุก ๆ ปี ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ก็เริ่มที่จะหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้โลกของเรานั้นชะลอการเพิ่มสูงขึ้นของอุณหภูมินั้นก็คือการลดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ต้องยอมรับว่าเมื่อประชากรเพิ่มสูงขึ้นทำให้การจราจรก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นเดียวกันในปัจจุบันนี้รถยนต์ที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานมาจากน้ำมันซึ่งเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไปและส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมากเลยทีเดียว เมืองหลายเมืองพบเจอกับปัญหาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เนื่องจากการจราจรที่ติดขัด ทำให้หลายๆ ประเทศเริ่มมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนรถยนต์ใช้พลังงานน้ำมันเป็นรถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้า เมืองนิวยอร์คในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีแผนการที่จะลดอัตราการใช้งานรถที่ใช้พลังงานน้ำมัน โดยในปี 2035 เมืองนิวยอร์คจะแบนรถยนต์พี่ใช้พลังงานน้ำมัน โดยมีการออกกฎหมาย A.4302/S.2758 ที่ได้มีการลงนามโดย Kathy Hochul ผู้ที่เป็นผู้ว่าราชการเมืองนิวยอร์ก โดยกฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่จะห้ามซื้อขายรถยนต์ที่ใช้พลังงานน้ำมันดีเซลและแก๊สภายในปี 2035 โดยรถยนต์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นรถยนต์โดยสารรถขนส่งรถยนต์ออฟโรดจะต้องจำหน่ายในรูปแบบ Zero emission

นอกจากนี้กฎหมายดังกล่าวนั้นยังออกมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะลดการปล่อยมลพิษจากรถบรรทุกอีกด้วยโดยภายในปี 2045 รถบรรทุกขนาดกลางจนไปถึงขนาดใหญ่จะเป็นรถยนต์ที่ไม่มีการปล่อยมลพิษ ซึ่งเมืองนิวยอร์คนั้นจะมีการเริ่มต้นเป็นเมืองไร้มลพิษตั้งแต่ปี 2025 โดยมีเป้าหมายที่จะลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2050

อย่างไรก็ตามกฎหมายที่ได้ออกมาเกี่ยวกับการแบนการซื้อรถยนต์ที่ใช้พลังงานแก๊สและน้ำมันนั้นจะไม่มีผลย้อนหลังกับผู้ที่ได้ครอบครองรถยนต์ที่ใช้พลังงานดังกล่าวก่อนหน้านี้ และการที่เมืองนิวยอร์คได้ออกกฎหมายนี้ คงทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์นั้นต้องเปลี่ยนแปลงไปมากอย่างแน่นอนในอนาคตอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วทั้งโลกคงเดินหน้าที่จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นซึ่งในปัจจุบันก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นเดียวกัน

ภาพจาก Pixabay

ข้อมูลจาก Cnet

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ เทคโนโลยีรอบโลก 
เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

บริษัท EA บอก! NFTs จะเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมเกม

EA

บริษัท EA เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่กำลังจะนำ NFTs มาใช้ในเกมของตนเอง

อุตสาหกรรมเกมเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตไปได้อย่างต่อเนื่องและเติบโตอย่างรวดเร็วในทุก ๆ ปี เราได้เห็นเกมใหม่ ๆ เกิดขึ้นทุก ๆ ปี หลายเกมเป็นเกมยอดนิยมที่มีผู้เล่นไปทั่วทั้งโลก อีกหลายเกมก็เป็นเกมที่ไม่ได้ได้รับความนิยมมากนักแต่ก็สามารถเจาะกลุ่มผู้เล่นของตัวเองได้อย่างดี ซึ่งเป็นความสำเร็จของบริษัทสร้างเกมเลยก็ว่าได้

ในปีนี้เป็นปีที่เราได้รู้จักกับเทคโนโลยีบล็อกเชนที่อยู่ในเงินคริปโตเคอเรนซี่ ซึ่งเทคโนโลยีบล็อกเชนนั้นทำให้เกิดเทคโนโลยีการเงินรูปแบบใหม่รวมไปถึงผลงานศิลปะในรูปแบบใหม่ด้วยเช่นเดียวกัน ปัจจุบันนี้เราได้เห็นโลกการเงินเป็นรูปแบบของ DeFi ที่ให้ผู้คนจำนวนมากนำเงินของตนเองเพื่อไปฝากหรือปล่อยกู้เพื่อรับดอกเบี้ย ซึ่งเงินในที่นี้หมายถึงเงินดิจิตอล ในส่วนของผลงานศิลปะ NFTs เป็นเทคโนโลยีเกิดใหม่และกำลังได้รับความนิยม สิ่งสำคัญเลยคือสร้างรายได้ให้กับคนขายหรือผู้สร้าง NFTs ได้ ซึ่งปัจจุบันมีในรูปแบบของผลงานศิลปะและไอเทมภายในเกม 

ซึ่งการขาย NFTs ภายในเกมนั้นก็กำลังเป็นที่แพร่หลายอย่างมากโดยเฉพาะในเทคโนโลยี GameFi หรือการเล่นเกมแบบ Play to earn โดยเกมรูปแบบนี้ผู้เล่นสามารถเข้าไปเล่นเพื่อได้ของรางวัลมาเป็นเงินและนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเงิน Fiat หรือจะเข้าไปลงทุนเพื่อได้รับเงินรางวัลเพิ่มเติมก็ได้ด้วยเช่นเดียวกัน 

บริษัท EA เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่กำลังจะนำ NFTs มาใช้ในเกมของตนเองซึ่งบริษัท EA นั้นมีเกมที่สร้างชื่อตั้งชื่อเกม FIFA ซึ่งทางผู้บริหารบริษัท Andrew Wilson ได้บอกกับนักลงทุนว่าผู้เล่นเกม FIFA อยากจะเห็น NFTs ภายในเกม เขายังบอกอีกด้วยว่าความคิดนี้ยังอยู่ในช่วงของการเริ่มต้นที่มาพร้อมกับความนิยมที่สูง ซึ่งในอนาคตไม่แน่เราอาจจะได้เห็น EA นำ NFTs มาใส่ในโหมด Ultimate Team ซึ่งเป็นโหมดที่ผู้เล่นจะใช้การ์ดนักกีฬาฟุตบอลในการเข้ามาเล่นซึ่งเป็นสิ่งที่เหมาะสมอย่างพอดิบพอดีเลยทีเดียว ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะมีการนำมาใช้กับเกม NHL ด้วยเช่นเดียวกัน 

ซึ่ง NFTs ที่มาในรูปแบบของสะสมดิจิตอลนั้นผู้เล่นสามารถเก็บสะสมไว้กับตัวเองก็ได้หรือจะนำไปขายเพื่อทำกำไรก็ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งในปัจจุบันนี้มีเว็บไซต์มากมายที่มีการขายผลงาน NFTs รวมไปถึงเกมหลาย ๆ เกมก็มีตลาดเป็นของตัวเองไว้เพื่อขาย NFTs ภายในเกมที่ตัวเองได้สร้างขึ้นมา ซึ่งในอนาคตก็มีแนวโน้มว่าอุตสาหกรรมเกมจะนำเทคโนโลยีบล็อกเชนและ NFTs เข้าไปใช้ภายในเกมก็เป็นได้ ซึ่งจะทำให้นอกจากผู้เล่นเกมได้รับความสนุกแล้วยังสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้จากการขาย NFTs ถ้าเกิดขึ้นจริงคงทำให้เกิดอาชีพใหม่ ๆ ขึ้นมามากมายเลยทีเดียวและเทคโนโลยีบล็อกเชนคงทำให้การหาเงินเป็นเรื่องง่ายมากขึ้นสำหรับคนที่เท่าทันเทคโนโลยี

ภาพจาก Wallpaperaccess

ข้อมูลจาก BBC

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ เทคโนโลยีรอบโลก 
เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

ข่าวร้าย สำหรับเกมเมอร์ที่ใช้ชิป AMD กับ Windows 11

Windows 11

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา Microsoft ได้มีการปล่อยดาวน์โหลด Windows 11 ให้ผู้ใช้งาน Windows 10

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา Microsoft ได้มีการปล่อยระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ออกมาให้ผู้ใช้งาน Windows 10 ได้ดาวน์โหลดกันได้อย่างฟรี ๆ ซึ่งนั่นก็คือ Windows 11 นั่นเอง แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่คงดึงดูดใจให้หลาย ๆ คนนั้นอัปเดตคอมพิวเตอร์และโน็ตบุคของตนเองให้เป็น Windows 11 กันอย่างแน่นอน

ซึ่ง Windows 11 ก็เป็นระบบปฏิบัติการที่ดูทันสมัยมากกว่า Windows 10 แถมยังรองรับฟีเจอร์อีกมากมายอีกด้วยแต่ดูเหมือนว่าสำหรับผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คที่ใช้ชิปประมวลผลของ AMD นั้นในการเล่นเกมหรือในการใช้งานอื่น ๆ จะต้องพบเจอกับปัญหาเสียแล้ว เพราะว่ามีการประกาศจากบริษัท AMD และบริษัท Microsoft ว่าชิปประมวลผลของ AMD ที่รองรับในระบบปฏิบัติการ Windows 11 นั้นมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลง ซึ่งระบบปฏิบัติการ Windows 11 นั้นรองรับการทำงานของชิปประมวลผล AMD มากถึง 100 รายการเลยทีเดียวนั่นก็หมายความว่าปัญหาการลดประสิทธิภาพการทำงานของชิปประมวลผล AMD นั้นจะเกิดขึ้นกับชิปประมวลผล 100 รายการเลยทีเดียวประสิทธิภาพการทำงานน้ำลดลงมากถึง 65W และอาจจะมากกว่านั้น และที่สำคัญ AMD’s “preferred core” ไม่ได้ทำงานเหมือนกับที่โฆษณาไว้ด้วย ซึ่งจาก 100 รายการมีเพียงแค่ชิป Ryzen 9 5900X ที่ทำงานได้ปกติทั้งบนระบบปฏิบัติการ Windows 10 และระบบปฏิบัติการ Windows 11 โดยผู้ที่ใช้งานชิปประมวลผล Ryzen CPUs จะมีการลดประสิทธิภาพการทำงานของชิปมากถึง 15 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ปัญหานี้ทำให้การเล่นเกมหรือการใช้โปรแกรมต่าง ๆ ที่จะต้องใช้ชิปประมวลผลโดยเฉพาะคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คที่มีชิปของ AMD นั้นทำงานได้ช้าลงผล อย่างไรก็ตามสำหรับชิปประมวลผลของ Intel ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลออกมาว่าประสิทธิภาพของการทำงานลดลงหรือไม่

อย่างไรก็ตามระบบปฏิบัติการ Windows 11 นั้นเปิดให้ดาวน์โหลดเป็นเวลาไม่นานจึงอาจจะทำให้มีปัญหาในบางเรื่อง แต่จะมีการอัปเดตซอฟต์แวร์ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้สำหรับผู้ที่ใช้งานชิปประมวลผลของ AMD ในตอนนี้ก็รอให้มีการอัปเดตซอฟต์แวร์เสียก่อนก่อนที่จะเริ่มดาวน์โหลด Windows 11 มาใช้ เพื่อการอัปเดตซอฟต์แวร์ครั้งนี้จะช่วยแก้ปัญหาประสิทธิภาพการทำงานของชิป AMD ได้

สำหรับเพื่อน ๆ คนใดที่ต้องการจะดาวน์โหลดระบบปฏิบัติการ Windows 11 สามารถดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้และสามารถดูสเปคขั้นต่ำได้ที่ Microsoft.com สำหรับวิธีการดาวน์โหลดนั้นสามารถดูได้ที่ YouTube สำหรับผู้ที่ใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows 10 ยังคงใช้ต่อไปได้และไมโครซอฟท์จะหยุดสนับสนุนระบบปฏิบัติการดังกล่าวในปี 2025  อย่างไรก็ตามผู้ที่จะดาวน์โหลด Windows 11 นั้นจำเป็นที่จะต้องมีสเปคเครื่องตามกำหนดถ้าหากว่ามีสเปคต่ำกว่าอาจจะทำให้เกิดปัญหาด้านและทาง Microsoft ก็ไม่รับผิดชอบด้วย

ภาพจาก Wallpaperaccess

ข้อมูลจาก PCGamer

ติดตามบทความเรื่องเทคโนโลยีได้ที่ เทคโนโลยีรอบโลก 
เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook