TCL NXTWear Air glasses แว่นตาแสดงภาพ TV

TCL NXTWear Air glasses แว่นตาแสดงภาพ TV

TCL บริษัทเทคโนโลยีที่เน้นในเรื่องของการผลิต TV ได้มีการผลิตเทคโนโลยีแว่นตาทีวีขึ้นมา ซึ่งแว่นตาที่ทางบริษัท TCL ได้มีการผลิตขึ้นมานั้นมีชื่อว่า TCL NXTWear Air Glasses ซึ่งได้มีการเปิดตัวภายในงาน CES 2022.

ภาพ Screenshot จาก Cnet Highlights

TCL NXTWear Air Glasses เป็นแว่นตาที่สามารถแสดงภาพผ่านเลนส์ของแว่นได้โดยมันจะเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือหรือ Notebook ผ่านสาย USB-C ซึ่งสามารถทำงานได้อย่างหลากหลายไม่ว่าจะใช้ในการดูหนัง เล่นเกม หรือว่าทำงาน TCL NXTWear Air glasses เปรียบเสมือนโรงหนังฉบับพกพาเลยก็ว่าได้ โดยหน้าจอแสดงผลเป็นหน้าจอ OLED นิ้วขนาด 140 นิ้ว สามารถเปลี่ยนเลนส์ของแว่นได้ 3 แบบและมีน้ำหนักเพียงแค่ 75 กรัม ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าแว่นตา NXTWear รุ่น Original ถึง 30 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว แต่ในเรื่องของการทำงานนั้นยังคงทำงานเหมือนกับ NXTWear รุ่น Original ซึ่ง TCL NXTWear Air glasses จะมีลักษณะคล้ายกับ RayBan Wayfarers

ภาพ Screenshot จาก Cnet Highlights

TCL NXTWear มีอัตราการรีเฟรชอยู่ที่ 60 Hz ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับผู้ใช้งานที่ต้องการซื้อเพื่อไปใช้ในการเล่นเกมที่มีอัตราเฟรมเรตอยู่ที่ 90 เฟรมเรตต่อวินาทีหรือสูงกว่านั้น ซึ่งแว่นตานี้ก็มีลำโพงคู่ด้วยเช่นเดียวกันซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานสามารถได้ยินเสียงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ระหว่างการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือหรือ Notebook และด้วยน้ำหนักที่เบาทำให้แว่นตา TCL NXTWear Air Glasses กลายเป็นแว่นตาที่สามารถใช้ใส่เป็นแฟชั่นได้มากกว่าจะเป็นเทคโนโลยีแว่นตาทั่วไป

ซึ่งเหตุผลที่ทางบริษัท TCL ได้มีการเปิดตัว TCL NXTWear Air Glasses ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่คนจำนวนมากมายจะต้องทำงานอยู่ที่บ้านซึ่งคงจะน่าเบื่อถ้าหากว่าต้องนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะทำงานทุกวันและทั้งวัน ซึ่งแว่นตา TCL NXTWear Air Glasses จะเข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการทำงานให้มีความสนุกมากขึ้นรวมถึงในเรื่องของการเล่นเกมด้วย และอีกเหตุผลหนึ่งก็คงจะหนีไม่พ้นการเกาะติดกระแสแว่นตาอัจฉริยะที่ดูเหมือนว่าในระยะหลังนี้บริษัทเทคโนโลยีกำลังเพ่งเล็งเพื่อพัฒนาการตัวอย่างเช่นบริษัท Meta หรือว่าบริษัท OPPO

ภาพ Screenshot จาก Cnet Highlights

สำหรับในเรื่องของราคาแว่นตา TCL NXTWear Air Glasses ยังไม่ได้ถูกเปิดเผยมาในงาน CES 2022 รวมถึงวันจัดจำหน่ายด้วยเช่นเดียวกัน แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดในเรื่องของราคาและวันจัดจำหน่ายในช่วง Mobile World Congress ที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับแว่นตา NXTWear รุ่น Original ได้มีการวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น และ ประเทศออสเตรเลีย

ข้อมูลจาก Cnet

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Leiniao AR Smart Glasses แว่นตาอัจฉริยะรุ่นแรกของ TCL

Leiniao AR Smart Glasses แว่นตาอัจฉริยะรุ่นแรกของ TCL

          ในเมื่อเทรนด์ Metaverse หรือโลกเสมือนจริงกำลังมาดูเหมือนว่าหลาย ๆ บริษัทกำลังแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยี VR, AR ในรูปแบบของแว่นตาอัจฉริยะ เพื่อที่จะต่อยอดให้สามารถเข้าสู่ Metaverse ได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งบริษัท Meta ก็ได้มีการจับมือกับ Ray-ban ในการผลิตแว่นตาอัจฉริยะหรือแม้แต่บริษัท Oppo ที่ได้มีการผลิตแว่นตาอัจฉริยะเป็นของตัวเอง และยังมีอีกหลาย ๆ บริษัทที่ได้มีการผลิตแว่นตาอัจฉริยะด้วย ซึ่งล่าสุดก็คือบริษัท TCL 

ภาพ Screenshot จาก Cnet Highlights

 บริษัท TCL เป็นบริษัทที่เพิ่งจะเปิดตัวแว่นตาอัจฉริยะของตัวเองในชื่อของ Leiniao AR Smart Glasses ซึ่งเป็นแว่นตาอัจฉริยะรุ่นแรกของบริษัทโดยบริษัทใช้เวลาในการวิจัยในเรื่องของเทคโนโลยี AR และ VR มาตลอด 1 ปีที่ผ่านมาเพื่อที่จะพัฒนาเทคโนโลยีนี้ เพราะพวกเขาคิดว่าเทคโนโลยี AR และ VR จะสามารถมายกระดับชีวิตของคนในปัจจุบันนี้ได้ ซึ่งนายแว่นตา Leiniao AR Smart Glasses จะประกอบด้วยหน้าจอแสดงผลแบบ Binocular full-color MicroLED  ซึ่งแว่นตานี้สามารถใช้ในการโทรเข้าโทรออกได้ ใช้ในการประชุม นำทาง ถ่ายรูป รวมไปถึงรับข้อความวีดีโอได้และสามารถรับแจ้งเตือนตารางเวลาได้ รวมถึงมีความสามารถในการควบคุมระยะไกลได้ และสามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานได้อีกมากมายเลยทีเดียว (ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงมาจากคลิปวิดีโอเปิดตัวแว่นตา  Leiniao AR smart glasses ) ประโยชน์ที่อยู่ในแว่นตา Leiniao AR Smart Glasses จะมอบความเป็นอิสระให้กับผู้ใช้งาน

ภาพ Screenshot จาก Cnet Highlights

ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดของแว่นตา Leiniao AR Smart Glasses ก็ได้ถูกเปิดเผยมาเพียงเท่านี้เนื้อเรื่องของวันวางจำหน่ายสินค้าและราคารวมถึงรายละเอียดอื่นๆก็ยังไม่ได้ถูกเปิดเผยมา ซึ่งก็คงต้องติดตามกันต่อไปในอนาคตว่ารายละเอียดอื่นๆของแว่นตาอัจฉริยะนี้จะถูกเปิดเผยมาเมื่อใด แม้จะมีความเป็นไปได้ไหมที่จะถูกเปิดเผยรายละเอียดมาพร้อมกับแว่นตา  TCL NXTWear Air Glasses ที่จะมีการเปิดเผยรายละเอียดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้

ภาพ Screenshot จาก Cnet Highlights

TCL NXTWear Air Glasses เป็นอีกหนึ่งแว่นตาที่ถูกเปิดตัวมาพร้อมกับ Leiniao AR smart glasses ซึ่งความสามารถของ TCL NXTWear Air Glasses ก็คือการแสดงภาพหน้าจอผ่านเลนส์แว่นตาผ่านการเชื่อมต่อจากสาย USB-C กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนหรือ Notebook ซึ่งไม่ใช่เทคโนโลยี AR เหมือนกับ Leiniao AR Smart Glasses โดยแว่นตา TCL NXTWear Air Glasses จะมีลักษณะเป็นแว่นตาแฟชั่นที่จะมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ใช้งานไม่ว่าจะเป็นการทำงาน เล่นเกม หรือว่ารับชมภาพยนตร์ อย่างไรก็ตามแว่นตาทั้ง 2 รุ่นนี้ก็ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมมาให้เราได้เห็นกัน

ข้อมูลจาก Cnet Highlight

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

นาฬิกาทามาก็อตจิ จะทำให้คุณคิดถึงวัยเด็กอีกครั้ง

นาฬิกาทามาก็อตจิ จะทำให้คุณคิดถึงวัยเด็กอีกครั้ง

ทามาก็อตจิ หรือที่ในประเทศไทยเรียกกันว่าทามาก็อตเป็นของเล่นสัตว์เลี้ยงเสมือนจริงที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเด็กยุค 90 ในช่วงที่ทามาก๊อตได้รับความนิยมทุก ๆ คนต่างมีทามาก็อตเป็นของตัวเองแล้วมักจะนำมาอวดเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน ซึ่งความสนุกและความท้าทายของทามาก็อตการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงให้เติบโตและให้รอด โดยเราต้องดูแลและใส่ใจมันไม่แพ้กับสัตว์เลี้ยงจริง ๆ เลยทีเดียว ซึ่งทุกคนที่มีนั้นแทบจะหยิบมันออกมาเล่นในช่วงเวลาที่ว่างเลยทีเดียว

ภาพ Baidai.jp

ทามาก็อตยังคงมีอยู่ในปัจจุบันนี้แต่ไม่ได้รับความนิยมเหมือนแต่ก่อนแล้ว ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็หาซื้อยากมากกว่าแต่ก่อนที่มีวางขายในแทบจะทุกร้านค้าเลย และมันก็ได้กลายเป็นของเล่นในความทรงจำของใครหลาย ๆ คน ทุกครั้งที่ได้เห็นทามาก็อตหลายคนคงคิดถึงเรื่องราวในวัยเด็กอย่างแน่นอนเลยทีเดียว และด้วยในโอกาสครบรอบ 25 ปีของทามาก็อต ทางบริษัท Bandai ของประเทศญี่ปุ่นนั้นได้ออกทามาก็อตรุ่นใหม่ออกมาเพื่อให้แฟนของเล่นทามาก็อตได้หายคิดถึงและได้นึกถึงวันเวลาในวัยเด็กที่มีความสุขไปกับการเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงเสมือนจริงนี้ โดยการนำทามาก็อตมาผสมผสานเข้ากับ Smart Watch โดยนาฬิกา Smart Watch ทามาก็อตนี้จะมาพร้อมกับหน้าจอ LCD และเป็นระบบ Touch Screen และสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ด้วยสาย USB แต่ที่สำคัญที่สุดสามารถใช้ไมโครโฟนในการเรียกสัตว์เลี้ยงออกมาได้ ซึ่งก็เป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากกว่าของเล่นทามาก็อตรุ่นเก่ามากเลยทีเดียว

ภาพ Baidai.jp

ในตอนนี้ Smart Watch ทามาก็อตมีวางจำหน่ายในรูปแบบลอตเตอรี่โดยสามารถเข้าร่วมการจับลอตเตอรี่ได้ในวันที่ 17 มิถุนายนและวันที่ 2 กรกฎาคม 2564 และจะวางจำหน่ายในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งเป็นช่วงเดือนที่ครบรอบวันเกิดปีที่ 25 ของทามาก็อตโดยจะมีราคาอยู่ที่ 7,480 เยน และจะมีบัตร Smart Card ราคาอยู่ที่ 1,100 เยน บัตร Smart Card นี้จะใช้ร่วมกับนาฬิกา Smart Watch

ภาพ Baidai.jp

ซึ่งบัตร Smart Card จะมี 2 แบบคือ Tamagotchi Sweets Friends card ซึ่งจะทำให้ทามาก๊อตของมีของหวานและลูกอมรับประทานและจะมีมินิเกมให้เล่น และ Tamagotchi Rainbow Friends card บัตรที่มีธีมสายรุ้งและยูนิคอนให้Smart Watch ทามาก็อต และจะมีอาหารและไอเทมให้กับสัตว์เลี้ยงด้วย

ถ้าใครเป็นแฟนทามาก๊อตแล้วไม่ควรพลาดสินค้าดี ๆ แบบนี้เลย กลับไปรื้อฟื้นความสนุกในวัยเด็กด้วยSmart Watch ทามาก็อตกันเถอะ สามารถดูคลิปวิดีโอเปิดตัว Smart Watch ทามาก็อตได้ที่ Bandai และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Bandai.co.jp

ข้อมูลจาก Cnet

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

6 Gadgets ล่าสุด ที่เหมาะกับ วัยรุ่น ยุคใหม่

6 Gadgets ล่าสุด ที่เหมาะกับ วัยรุ่น ยุคใหม่

คนที่เกิดในยุคนี้ วัยนี้ ต้องเผชิญกับชีวิต ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ชีวิตประจำวัน ที่กำลังแปรเปลี่ยนเป็น โลกยุคดิจิตอลแบบเต็มรูปแบบ ทุกอย่างรอบตัวล้วนแล้วแต่เป็นเทคโนโลยี การตามเทรนใหม่ๆจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ถ้าไม่อยากตกกระแส หรือพลาดสิ่งดีๆที่น่าสนใจ บทความนี้ พร้อมนำคุณไปรู้จักกับ gadgets ใหม่ ที่เหมาะกับวัยรุ่น สมัยนี้ ที่พร้อมให้คุณได้เป็นเจ้าของกันแล้ว

1. Tablet พับได้

เป็นอีกหนึ่งการพัฒนาของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต จาก Lenovo ม้ามืดของวงการ นำเสนอเทคโนโลยีสุดล้ำ ออกมาเป็นเจ้าตัว Lenovo Folio แท็บเล็ตที่สามารถพับได้เป็นเจ้าแรก เมื่อที่พับแล้ว มีขนาดเล็กกว่ามือถือด้วยซ้ำ ตอนนี้อยู่ในช่วงปรับปรุงระบบ คาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้

2. เครื่องปริ้นท์รูป แบบพกพา

การปริ้นท์รูปออกมาอาจเป็นสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นสำหรับโลกที่มีเทคโนโลยีดิจิตอลมากมาย เพราะการถ่ายรูปในปัจจุบันจะใช้กล้องดิจิตอลที่สามารถโหลดลงคอมและโพสต์ลงสื่อโซเชียลต่าง ๆ ได้เลย

แต่เสน่ห์ที่สำคัญของภาพถ่าย คือการปริ้นท์ออกมาเป็นภาพถ่าย ถือเป็นการเก็บความทรงจำที่ดีอีกวิธีหนึ่ง เครื่องปริ้นท์รูปแบบพกพา จึงเป็นตัวช่วยที่เหมาะสำหรับวัยรุ่นอีกตัวหนึ่ง ที่ใครมีแล้ว ทำให้ดู cool มีสไตล์ แถมการใช้งานก็ง่าย แค่ลิงก์ผ่านโทรศัพท์มือถือ ก็สามารถปริ้นท์ความทรงจำดีๆออกมาได้แล้ว

3. แท่นชาร์จแบตไร้สายด้วยสัญญาณ Wireless

ที่ชาร์จแบตเพื่อใช้ในการชาร์จโทรศัพท์สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตมีการพัฒนารูปแบบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากสายที่หัก สายเกะกะเวลาชาร์จ ฉนวนหุ้มขาด

ทำให้มีการผลิตแท่นชาร์จแบบใหม่ที่เป็นแบบไร้สาย เพื่อแก้ไขปัญหาในข้างต้น แถมยังสามารถใช้ได้กับสมาร์ทโฟน ที่เป็นทั้งระบบ Android และ IOS ได้

4. หูฟังไร้สาย True Wireless

หูฟังไร้สาย เป็นอีกหนึ่ง gadgets สุดเก๋ ที่เหมาะกับวัยรุ่นยุคนี้ แบบที่ขาดไม่ได้ ด้วยไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นที่มีความเป็นส่วนตัวสูง และชอบฟังเพลงเวลาเดินทางหรืออกกำลังกาย จึงทำให้ หูฟังแบบผ่าน Bluetooth ไร้สายกำลังได้รับความนิยม ชาร์จแบตครั้งหนึ่งสามารถฟังได้นานติดต่อกันหลายชั่วโมง

5. เม้าส์ปากกาเขียนจอ เชื่อมต่อระบบ Android ได้

Wacom one เม้าส์ปากกาเขียนจอทั้งมือถือและแท็บเล็ต ที่เชื่อมต่อผ่านทั้ง Windows 10, MacOS และ Android สามารถใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูปต่างๆ เขียนแผนงาน วาด Sticker Line จึงกลายเป็น gadgets สุดเก๋สำหรับวัยรุ่น เพราะไม่ต้องเสียเวลาเชื่อมต่ออุปกรณ์บนคอมพิวเตอร์ให้ยุ่งยาก

6. พาวเวอร์แบงค์  แป้งพัฟที่เหมาะกับสาวๆ

ปัจจุบันนี้ พาวเวอร์แบงค์ กลายเป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ต้องมีติดตัวไว้ตลอด ด้วยความนิยมในการใช้งานนี้ จึงมีการคิดค้นและผลิตพาวเวอร์แบงก์เพื่อเอาใจเหล่าบรรดาสาวๆ มากขึ้น เป็นพาวเวอร์แบงก์ที่มีลักษณะเป็นเหมือนแป้งพัฟ หรือ Power Bank Puff

ไอเดีย gadgets ที่ถือว่าบรรเจิดสุด ที่มาพร้อมกับ มีไฟ LED ไว้ส่องสว่างให้กับใบหน้าอีกด้วย เป็นแบตเตอรี่สำรองที่น่าพกพา เพราะมีขนาดเล็ก ดีไซน์สวยมีประโยชน์รอบด้าน

นอกจาก Gadget สุดเก๋ สำหรับวัยรุ่น ที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีเทคโนโลยีที่จะเข้ามาคุณได้เรียนรู้ใหม่เรื่อยๆ ตามไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่มีการเปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดหย่อน หวังว่า Gadget สุดเก๋ที่ได้นำเสนอไปนี้ จะเป็นไอเดียดีๆ ในการใช้งาน Gadget ชิ้นใหม่ต่อไป

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Google เพิ่มความปลอดภัยข้อมูลใน Google Play

Google เพิ่มความปลอดภัยข้อมูลใน Google Play

ทุกวันนี้ในโลกของอินเทอร์เน็ตสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุดนั่นก็คือข้อมูล เพราะมันสามารถสร้างประโยชน์และโทษได้ในหลายด้าน ทำให้การปกป้องข้อมูลของตัวเองหรือการรับรู้ว่าข้อมูลของตัวเองถูกนำไปใช้งานอย่างไรนั้นจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น ซึ่งในตอนนี้บริษัทส่วนใหญ่ก็เริ่มปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกันนั่นก็คือการเก็บข้อมูลลูกค้าให้ปลอดภัยมากที่สุด แต่ในส่วนของ Google นั้นได้มีการยกระดับให้ ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบดูได้ว่าแอปพลิเคชันจะใช้ข้อมูลอย่างไร พร้อมกับเพิ่มมาตรฐานในการคัดกรองแอปพลิเคชันมาลงใน Google Play ด้วย ซึ่งระบบนี้ก็เป็นระบบที่ Apple ก็มีเช่นเดียวกัน

ภาพ Pixels

ฟีเจอร์ใหม่เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

ภาพ Wallpaperaccess

Google ได้เริ่มใช้งานส่วนความปลอดภัยของข้อมูลใน Google Play ร้านค้าดาวน์โหลดแอปของ Google เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานตัวอย่างเช่นการเก็บข้อมูลการรักษาข้อมูลและการใช้ข้อมูลของแอปพลิเคชัน ระบบดังกล่าวขึ้นมานั้นเพื่อใช้กับผู้พัฒนาแอปพลิเคชันโดยตรงโดยผู้พัฒนาจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าข้อมูลไหนจะถูกเก็บไว้และจะถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด

โดยระบบจะแสดงข้อมูลดังนี้

  • การเก็บข้อมูลและวัตถุประสงค์การใช้งานข้อมูล
  • ข้อมูลที่ถูกส่งต่อให้บุคคลที่ 3
  • การถอดรหัสการส่งข้อมูลรวมไปถึงผู้ใช้งานสามารถร้องขอให้ลบข้อมูลได้
  • ทุก App ที่ถูกคัดเลือกจะต้องผ่านนโยบายของ Google Play เสียก่อน และจะต้องปลอดภัยกับเยาวชน
  • ต้องได้มาตรฐานสากล

ภาพ Pixels

ระบบความปลอดภัยข้อมูลของ Google นั้นได้มีการพูดถึงการในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาโดยมันครอบคลุมไปถึงผู้พัฒนาในรูปแบบ First Party และ Third Party ซึ่งมีลักษณะการทำงานเดียวกันกับ “Nutrition Label” ของ Apple ซึ่งระบบนี้จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมการเข้าถึงของข้อมูลได้เป็นอย่างดีรวมไปถึงสถานที่ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถอนุญาตให้เข้าถึงสถานที่ของผู้ใช้งาน 1 ครั้งหรือขณะใช้งานแอปพลิเคชันก็ได้และรวมไปถึงข้อมูลอื่นๆ ก็สามารถควบคุมด้วยเช่นเดียวกัน โดยสามารถตรวจสอบได้โดยการเข้าไปที่ Android privacy dashboard เพื่อดูรีวิวของแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้

ย้ำอีกครั้งเมื่อเราเข้าสู่โลกของอินเตอร์เน็ตข้อมูลทุกอย่างถือว่าเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากพยายามอย่าแชร์ข้อมูลที่เป็นข้อมูลส่วนตัวมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดผลเสียมาภายหลัง 

ข้อมูลจาก Cnet

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Garmin Venu 2 Plus นาฬิกาอัจฉริยะคู่แข่ง Apple

Garmin Venu 2 Plus นาฬิกาอัจฉริยะคู่แข่ง Apple

นาฬิกาอัจฉริยะหรือ Smart Watch กลายเป็นเทคโนโลยีสวมใส่สุดฮิตในปัจจุบันนี้ผู้คนส่วนใหญ่หันมาใส่นาฬิกาอัจฉริยะแทนที่จะใส่นาฬิกาปกติ เพราะว่านาฬิกาอัจฉริยะสามารถทำอะไรได้มากกว่าการดูเวลาเฉย ๆ มันสามารถใช้ในการตรวจจับสิ่งต่างๆ ภายในร่างกายได้ไม่ว่าจะเป็นระบบการเต้นของหัวใจ ระบบการหายใจ ออกซิเจนในร่างกาย และอื่น ๆ ซึ่งประโยชน์เหล่านี้ทำให้นาฬิกาอัจฉริยะส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในเรื่องของการออกกำลังกายเพื่อพัฒนาศักยภาพและทำให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีหลากหลายยี่ห้อเป็นอย่างมากเลยทีเดียว แต่สำหรับนาฬิกาที่ใช้ในการออกกำลังกายนั้นยี่ห้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของโลกก็คงจะเป็น Garmin

ภาพ Screenshot จาก Garmin Thailand

Garmin เป็นแบรนด์ที่ผลิตนาฬิกาอัจฉริยะที่ใช้ในการออกกำลังกายซึ่งก็มีหลากหลายรุ่นเป็นอย่างมากโดยล่าสุดก็ได้มีการเปิดตัวนาฬิกาอัจฉริยะรุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า Garmin Venu 2 Plus โดยเปิดตัวในราคาประมาณ 15,000 บาท ซึ่งปัจจุบันนี้ก็เริ่มมีการวางจำหน่ายแล้ว ลักษณะพิเศษของนาฬิกา Garmin Venu 2 Plus ก็คือนาฬิกาเป็นนาฬิการะบบทัชสกรีนบนหน้าจอ และที่สำคัญภายในตัวนาฬิกายังมีลำโพงและไมโครโฟนติดอยู่ด้วยทำให้ผู้ใช้งานสามารถพูดคุยและติดต่อสื่อสารกับคู่สนทนาได้ นอกจากนี้ภายในนาฬิกายังมีระบบผู้ช่วยอีกด้วยเช่นเดียวกับ SIRI ของ Apple หรือ Google Assistant ของ Android ซึ่งจะคอยรับคำสั่งเสียงของผู้ใช้งานทำให้การใช้งานง่ายขึ้นเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ที่สำคัญนาฬิกา Garmin Venu 2 Plus ยังสามารถทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการ Android และ iOS ได้

ภาพ Screenshot จาก Garmin Thailand

สาเหตุที่ทำให้นาฬิกา Garmin Venu 2 Plus สามารถเป็นคู่แข่งกับ Apple Watch 7 ได้นั้นก็เพราะว่า Apple Watch 7 ไม่มีไมโครโฟนและลำโพงติดอยู่ภายในนาฬิกา และที่สำคัญในเรื่องอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ Garmin Venu 2 Plus สามารถใช้งานได้ถึง 8 วันเต็ม ๆ เลยทีเดียวโดยที่ไม่ต้องมีการชาร์จแบตเตอรี่ซึ่งมีระยะเวลาการใช้งานที่มากกว่า Apple Watch 7

ภาพ Screenshot จาก Garmin Thailand

Garmin Venu 2 Plus เป็นนาฬิกาที่พัฒนามาจาก Garmin Venu 2 ซึ่งจะมีฟีเจอร์การทำงานหลักๆ ที่คล้ายคลึงกันแต่มีการอัปเดตในเรื่องของลำโพง ไมโครโฟน และระบบผู้ช่วยเข้ามา ที่สำคัญ Garmin Venu 2 Plus มีขนาดที่เล็กกว่า Garmin Venu 2 โดยมีขนาดเพียงแค่ 43 mm ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า Garmin Venu 2 ถึง 2 mm

สำหรับใครที่กำลังมองหานาฬิกาอัจฉริยะที่ใช้ในการออกกำลังกายที่มีขนาดเล็กและฟังก์ชันการทำงานที่ดีพอๆ กับนาฬิกาอัจฉริยะยี่ห้ออื่น ๆ แล้วล่ะก็ Garmin Venu 2 Plus ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่เลวแถมราคาก็ไม่ได้แพงมากอีกด้วย

ข้อมูลจาก Cnet

แนะนำไอเท็มเสริม สำหรับการ work from home

แนะนำไอเท็มเสริม สำหรับการ work from home

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ที่โรคระบาดทวีความรุนแรงมากขึ้น จึงทำให้มีหลายคนไม่สามารถออกไปทำงานที่ออฟฟิศได้ตามปกติ และต้อง work from home ซึ่งนับเป็นรูปแบบของการทำงานที่หนุ่มสาวออฟฟิศไม่คุ้นเคย จึงต้องมีการปรับตัวพอสมควร เพราะสภาพแวดล้อมในบ้านไม่เอื้อต่อการทำงานได้ตลอดวัน อีกทั้งอุปกรณ์สำนักงานก็ไม่มี จึงอาจต้องใช้ไอเท็มเสริมบางอย่างมาเป็นตัวช่วย และวันนี้เราก็มีตัวอย่างไอเท็มดีๆ มาแนะนำ จะมีอะไรบ้าง ตามมาดูกันเลย

โต๊ะโน้ตบุ๊คปรับระดับได้
เมื่อต้องทำงานอยู่ในบ้านของตัวเอง คนส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกวิธีการที่ชิลล์ๆ อย่างทำงานบนเตียง โซฟา หรือมุมไหนของบ้านก็ตามที่เป็นมุมโปรดส่วนตัว ซึ่งไม่ได้มีโต๊ะทำงานเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนอยู่ในออฟฟิศ ฉะนั้นโต๊ะอเนกประสงค์แบบที่สามารถปรับระดับการใช้งานได้ นับเป็นไอเท็มที่จำเป็นมาก เพราะจะช่วยให้เราสามารถหิ้วโน้ตบุ๊คคู่ใจไปทำงานตรงไหนของบ้านก็ได้ โดยสะดวก โดยไม่ต้องวางบนตัก

โคมไฟตั้งโต๊ะ
ในออฟฟิศส่วนใหญ่ มักจะมีการจัดตำแหน่งของแสงไฟให้เพียงพอต่อการทำงานของพนักงานทุกคนอยู่แล้ว แต่หากเป็นการทำงานที่บ้าน เราอาจต้องเพิ่มไอเท็มเป็นโคมไฟตั้งโต๊ะ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีแสงสว่างเพียงพอต่อการทำงาน ซึ่งนอกจากจะเป็นการถนอมดวงตาแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้เป็นอย่างดีด้วย

ที่พักเท้า
ที่พักเท้ามักเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม แต่ขอบอกไว้เลยว่า ไอเท็มนี้มีประโยชน์มากกว่าที่คิด เพราะนอกจากจะช่วยให้รู้สึกสบายไม่เมื่อยเท้าแล้ว มันยังช่วยปรับปรุงท่าทางเมื่อนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน และช่วยป้องกันเส้นเลือดขอด รวมทั้งลดแรงกดบนเอ็นร้อยหวาย อันเกิดจากการนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ อีกด้วย

หูฟังไร้สาย Bluetooth
เมื่อทำงานที่บ้าน หลายคนจะต้องมีการประชุมออนไลน์ ซึ่งบางครั้งการใช้หูฟังแบบมีสายก็ไม่ค่อยสะดวกนัก เพราะสายอาจสั้นเกินไป หรือบางที เราอาจต้องลุกเดินไปที่อื่น เช่นไปหยิบของ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะติดสาย ฉะนั้นการมีหูฟังแบบไร้สายจึงตอบโจทย์การทำงานแบบ work from home ได้ดีกว่า

ต้นไม้เล็กๆ
ต้นไม้ แม้จะไม่ได้เป็นไอเท็มที่ช่วยเรื่องการทำงานโดยตรง แต่ก็มีคุณสมบัติในการฟอกอากาศ และยังช่วยตกแต่งโต๊ะทำงานให้มีบรรยากาศที่ดูผ่อนคลายขึ้น จึงนับว่าช่วยทั้งเรื่องสุขภาพจิตและสุขภาพกายเลยทีเดียว

ใครที่ยังต้อง work from home แต่ยังมีไอเท็มเหล่านี้ไม่ครบ แนะนำให้ลองไปหามาติดบ้านกันไว้นะจ๊ะ รับรองว่ามีแล้วชีวิตดีขึ้นแน่นอน

รหัสผ่านสำคัญมาก ตั้งให้ยากเข้าไว้

รหัสผ่านสำคัญมาก ตั้งให้ยากเข้าไว้

ทุกวันนี้เราใช้เทคโนโลยีมากมายไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือสื่อสังคมออนไลน์หรือแม้แต่อีเมลทุก ๆ สิ่งทุก ๆ อย่างที่เราใช้นั้นล้วนแต่มีข้อมูลที่สำคัญของเราเก็บไว้สิ่งที่ป้องกันข้อมูลเหล่านั้นมีเพียงสิ่งเดียวนั่นก็คือรหัสผ่านแปลว่าการตั้งรหัสผ่านของแต่ละคนนั้นก็ไม่เหมือนกันบางคนตั้งรหัสผ่านให้ง่ายเพื่อที่จะสามารถจดจำได้ส่วนบางคนก็ตั้งรหัสผ่านให้ยากเพื่อที่จะให้ยากต่อการเข้าถึงแต่ที่สำคัญเลยก็คือเมื่อเรามีเทคโนโลยีที่มากขึ้นรหัสผ่านเหล่านั้นก็จะมีจำนวนมากขึ้นและสิ่งที่ได้นั้นก็คือเราไม่สามารถจำรหัสผ่านเรานั้นได้หลายคนจึงเลือกที่จะตั้งรหัสผ่านที่มีความคล้ายคลึงกันมากที่สุดเพื่อให้เข้าถึงการใช้งานได้ง่ายมากที่สุดนั่นเอง

ภาพจาก Pixabay

ดังนั้นการตั้งรหัสผ่านก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียถ้าหากตั้งรหัสผ่านง่ายเกินไปก็อาจจะถูกผู้ไม่หวังดีเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ของเราได้ง่ายแต่ถ้าตั้งรหัสผ่านยากเกินไปบางทีเราก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ด้วยเช่นเดียวกันแล้วเราควรตั้งรหัสผ่านอย่างไรให้เหมาะสมยากต่อการเข้าถึงแต่งหน้าสำหรับการจดจำ

  1. การตั้งรหัสผ่านนั้นควรมีตัวอักษรอย่างน้อย 16 ตัวเป็นจำนวนที่ไม่สั้นและไม่ยาวจนเกินไปส่วนคำที่อยู่ในนั้นก็อาจจะใช้เป็นคำที่มีลักษณะพิเศษที่เรารู้ความหมายของมันเพียงคนเดียว ที่สำคัญไม่ควรใช้อักขระพิเศษอย่างเช่น @, &, s, $ เป็นต้นเพราะสามารถคาดเดาได้ง่าย

ภาพจาก Pixabay

  • เปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำถ้าหากว่าเรามีบัญชีอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตจำนวนไม่มากการเปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีอาจจะทุก ๆ 3 เดือนหรือว่า 6 เดือนครั้งหนึ่ง เพื่อให้รหัสผ่านเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลาซึ่งวิธีการนี้จะทำให้ผู้ไม่หวังดีเดารหัสผ่านได้ยากมากขึ้นนั่นเอง
  • ถ้าหากว่าไม่ต้องการเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อยก็ไม่ควรนำข้อมูลสำคัญไปใส่ไว้ในสื่อสังคมออนไลน์ตัวอย่างเช่นที่อยู่ เลขบัตรประชาชน ชื่อนามสกุล เพราะข้อมูลเหล่านี้สามารถถูกนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ได้อย่างง่ายดาย
  • ใช้รหัสผ่าน 2 ขั้นตอน การยืนยันรหัสผ่าน 2 ชั้นเป็นตัวช่วยอย่างหนึ่งที่ทำให้การเข้าถึงบัญชีต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ยากมากขึ้นซึ่งในปัจจุบันมี Application มากมายที่สามารถใช้งานรหัสผ่าน 2 ขั้นตอนได้ตัวอย่างเช่น Google Authenticator หรือเป็นการส่งเลข OTP ไปที่อีเมลหรือโทรศัพท์ก็ถือว่าเป็นการยืนยันระบบ 2 ขั้นตอนด้วยเช่นเดียวกัน

ภาพจาก Pixabay

นี่ก็คือ 4 วิธีเบื้องต้นที่จะทำให้การตั้งรหัสผ่านของเรานั้นถูกคาดเดาได้ยากมากขึ้นและข้อมูลของเราก็จะมีความปลอดภัยมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

ข้อมูลจาก Cnet

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Twitter ทดลองฟีเจอร์ใหม่ “Unmentioning”

Twitter ทดลองฟีเจอร์ใหม่ “Unmentioning”

การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ถึงแม้ว่าจะเป็นมันจะเป็นโลกอินเทอร์เน็ตที่พาคนจำนวนมากมายมาเชื่อมต่อกันทำให้เกิดเป็นสังคมในรูปแบบใหม่แต่ถึงแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นสังคมสื่อสังคมออนไลน์แต่เราทุกคนก็คงต้องการความเป็นส่วนตัวเหมือนกันอย่างแน่นอน แต่บางครั้งตื่นสังคมออนไลน์ก็ลดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานมากเกินไปทำให้ผู้คนที่ไม่รู้จักสามารถติดต่อกันได้ถึงแม้ว่าจะไม่ต้องการก็ตาม และบางครั้งการกระทำแบบนี้ก็สร้างความไม่สบายใจให้กับผู้ใช้งานแล้วมันก็กลายเป็นปัญหาที่ทางผู้พัฒนาสื่อสังคมออนไลน์จะต้องแก้ไข

ภาพ Pixabay

Twitter เป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ออกมาโดยฟีเจอร์นี้จะเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ใช้งานมากขึ้นโดยเป็นการทดลองใช้กับผู้ใช้งานบางกลุ่มและเว็บไซต์เพียงเท่านั้นสำหรับ Application คงจะมีการพัฒนาออกมาให้ใช้ในภายหลังโดยฟีเจอร์ดังกล่าวมีชื่อว่า “Unmentioning” โดยการทำงานหลักของฟีเจอร์นี้จะเป็นการปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดที่เราไม่ต้องการจากผู้ใช้งานคนอื่นโดยมันจะเป็นการลบ Tags ที่เราไม่ต้องการติดตามออกนั้นเอง

ภาพ Pixabay

ซึ่งทาง Twitter ก็มาเปิดเผยวิธีการใช้งานฟีเจอร์ Unmentioning ด้วยเช่นเดียวกัน โดยมันจะปรับอัพเป็นเมนูที่อยู่ทางด้านมุมของทวิตเป็นข้อความว่า “ Leave this conversation ” และเมื่อทำการคลิกใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวชื่อผู้ใช้งานที่ถูกแท็กไว้จะถูกนำออกและจะปิดการแจ้งเตือนการใช้งานของทวิตดังกล่าวไป ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ใช้งานได้ดีมากเลยทีเดียวและจะช่วยให้การถูกคุกคามบนโลกสังคมออนไลน์ลดน้อยลงและจะช่วยให้ผู้ที่ไม่ต้องการเข้าไปอยู่ในบทสนทนาใด ๆ สามารถเลือกที่จะไม่ติดตามข้อมูลในบทสนทนานั้นได้อย่างอิสระมากขึ้นนั่นเอง

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจมากเลยทีเดียวสำหรับสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Twitter แต่เราก็ต้องมาติดตามดูว่าจะได้รับความนิยมในการใช้งานมากน้อยขนาดไหนจะมีการอัพเดทให้ใช้งานบน App มือถือได้เมื่อไหร่

ภาพ Pixabay

สำหรับปัญหาเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวบนโลกของสื่อสังคมออนไลน์เป็นปัญหาสำคัญที่สุดสังคมออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Instagram และสื่อสังคมออนไลน์อื่นต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้สื่อสังคมออนไลน์นั้นกลายเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่มากยิ่งขึ้น และนอกจากนี้สื่อสังคมออนไลน์ก็ยังมีปัญหาอื่น ๆ ให้ต้องเร่งแก้ไขด้วยเช่นเดียวกัน

ข้อมูลจาก The Verge

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Tiktok ก็ไม่รอดโดนตรวจสอบผลกระทบสุขภาพจิต

Tiktok ก็ไม่รอดโดนตรวจสอบผลกระทบสุขภาพจิต

ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะกลายเป็นสิ่งสำคัญของการใช้ชีวิตประจำวันทำให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างง่ายดายผ่านโลกของอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์แต่ว่ามันก็ได้ทราบผลกระทบต่อเราไม่ใช่น้อยเลยทีเดียวหลายๆ คนสุขภาพจิตเสียเนื่องจากใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการเสพข่าวสารต่างๆ มากเกินไปในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเราได้เห็น Facebook, Instagram, Twitter ถูกกล่าวหาว่าเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้งานโดยเฉพาะผู้ใช้งานที่อยู่ในกลุ่มวัยเด็ก ซึ่งล่าสุดก็ดูเหมือนว่าสื่อสังคมออนไลน์ของประเทศจีนก็จะไม่รอดด้วยเช่นเดียวกัน Tiktok ถูกตรวจสอบเนื้อเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพจิตของวัยเด็ก

ภาพ Pixabay

สมาคมอัยการสูงสุดของรัฐ California, Florida, Kentucky, และ รัฐอื่น ๆ ได้มีการตรวจสอบแอปพลิเคชันชื่อดังจากประเทศจีนอย่าง Tiktok เกี่ยวกับเนื้อเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายของวัยเด็ก โดยจะเป็นการตรวจสอบรูปแบบ, การทำงาน และ ตลาดพี่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ใช้งานวัยเด็ก

ระบบการทำงานของ Tiktok ก็เหมือนกับแอปพลิเคชันสื่อสังคมออนไลน์ประเภทอื่น โดยมันจะมีระบบที่จะคอยหาเนื้อหาที่ผู้ใช้งานชื่นชอบทำให้ผู้ใช้งานนั้นมีการใช้งานอยู่ตลอดเวลานั่นเอง ซึ่งวิธีการดังกล่าวก็เป็นวิธีการที่จะถูกตรวจสอบด้วยว่ามีความเกี่ยวข้องกับการดึงดูดผู้ใช้งานวันเด็กให้เข้ามาใช้งานมากขึ้นหรือไม่รวมถึงเวลาการใช้งานมีการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้นแค่ไหน ทาง Tiktok ก็เคยโดนตรวจสอบเรื่องนี้มาแล้วด้วยเช่นเดียวกัน

ภาพ Pixabay

ในปี 2019 Tiktok ได้มีการจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนเงินกว่า 5.7 ล้านเหรียญสหรัฐเนื่องจากมีการละเมิดกฎระเบียบความเป็นส่วนตัวของวัยเด็ก (Children’s Privacy) เนื่องจากมีเด็กหลายคนที่เข้ามาใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองและจากปัญหาดังกล่าวทำให้ทาง Tiktok ถูกจำกัดอายุการใช้งานโดยผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปีแบบไม่สามารถอัปโหลดคลิปวิดีโอการคอมเม้นในวิดีโอต่าง ๆ นั้นเอง

ภาพ Pixabay

โฆษกของ Tiktok ก็ได้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเช่นเดียวกัน ด้วยเขาบอกว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างมากเลยทีเดียวที่ทางสำนักอัยการมีการตรวจสอบเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเยาวชนที่ใช้งานในแอปพลิเคชันเพราะพวกเราจะได้พัฒนาสื่อสังคมออนไลน์ของพวกเราให้มีความปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น นอกจาก Tiktok แล้วสื่อสังคมออนไลน์ประเภทอื่น ๆ ก็จะถูกตรวจสอบด้วยเช่นเดียวกัน สุดท้ายก็คงต้องมาติดตามดูว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

ข้อมูลจาก The Verge

เวปไซด์ getup-it.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook